Creative Thailand

มองผ่าน 3 สเปซเสริมสร้างจินตนาการ ที่เราอยากไปทำงานทุกวัน

Writer : Suit Wongrujirawanich

 

หลายท่านอาจคิดว่ารูปแบบการทำงานในอนาคตคือการที่เราสามารถทำงานได้จากบ้านที่เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่เชื่อมต่อโลกออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว พัฒนาการของเทคโนโลยีที่ทำให้เราพูดคุยหรือจัดประชุมแบบข้ามประเทศได้ แต่จากรายงานของ Harvard Business Review โดย Ben Waber, Jennifer และ Greg Lindsay ชี้ให้เห็นว่าการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานคือการที่พนักงานทุกท่านมีโอกาสพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนระหว่างกันมากกว่าการนั่งเงียบๆอยู่คนเดียว ด้วยเหตุนี้พื้นที่สร้างสรรค์ (Creative Space) จึงถูกนำมาใช้เป็นแกนหลักในการออกแบบพื้นที่ทำงานเพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยให้เพื่อนๆทุกแผนกได้เข้ามาแบ่งปันไอเดียความคิดสร้างสรรค์ เปลี่ยนรูปแบบการทำงานแบบนั่งบนโต๊ะอยู่ในห้องเพียงคนเดียว และนี่คือ 3 ตัวอย่างงานออกแบบพื้นที่สร้างสรรค์ที่นอกจากจะกระตุ้นให้เกิดบรรยากาศแห่งการสร้างสรรค์แล้ว ยังทำให้คนทั่วไป (โดยเฉพาะผม) อยากเข้าไปเป็นหนึ่งในพนักงานขององค์กรเหล่านั้นด้วย

 

Rabbit Digital Group กับแนวคิดการออกแบบ The Borrow โพรงกระต่ายสร้างสรรค์ที่ให้ความสำคัญกับ “พนักงาน” ทุกท่าน โดยนำความต้องการของเขาเหล่านั้นมาเป็นปัจจัยหลักในการออกแบบพื้นที่ทำงาน เพื่อให้เขาและเธอสามารถปลดปล่อยศักยภาพที่มีอยู่ในตัวออกมาได้เต็มร้อย Rabbit Digital Group นำโกดังเก็บอะลูมิเนียมเก่าย่านบรรทัดทองมาปรับลุคให้กลายเป็น Creative Space ออกแบบโดยทีมงานจาก MUN Architects ภายในยังให้ความรู้สึกเหมือนโกดังที่มีเพดานสูง แต่ถูกปรับแต่งให้โดดเด่นด้วยการเพ้นท์สีดำบริเวณโครงสร้างเหล็กพร้อมกรุช่องกระจกที่เปิดให้แสงธรรมชาติลอดผ่านเพิ่มความสว่างภายในพื้นที่ทำงาน บริเวณด้านหน้ามีต้นมั่งมี ต้นไม้ขนาดใหญ่ที่เพิ่มความสดชื่นพร้อมเป็นตัวกรองอากาศแบบธรรมชาติชั้นดี ในส่วนพื้นที่ทำงาน ทีมงานเลือกใช้ ชั้นหนังสือ ตู้โชว์ และพาร์ทิชั่น ที่มีความสูงไม่เกินระดับหน้าอก มาแบ่งพื้นที่ทำงานแทนการตีกำแพงกั้นห้องสูงๆเหมือนออฟฟิศทั่วไป เพื่อให้พื้นที่ทำงานดูสบายๆ ไม่อึดอัด ความพิเศษของการออกแบบพื้นที่ภายในคือการสร้างพื้นที่ส่วนกลาง (Common Area) ที่เปิดโอกาสให้พนักงานเข้ามาแลกเปลี่ยนพูดคุย พักผ่อนระหว่างวัน หรือจะเข้ามานั่งทำงานก็ได้ เช่น Cat Walk ทางเดินยาวบริเวณชั้น 2 พร้อมโซฟาให้นั่งพูดคุย สไลเดอร์ที่สามารถลื่นไถลลงมาจากชั้น 2 พร้อมมุมกิจกรรมอย่างลานสเก็ตบอร์ด โต๊ะปิงปอง โต๊ะพูล ที่นอกจากจะช่วยให้น้องๆพนักงานวัย Gen Y ได้พักผ่อนแล้ว ยังช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ต่อยอดจินจนาการ อันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนองค์กรสไตล์ดิจิทัล เอเจนซี่ ด้วย

 

DTAC เพื่อลดปัญหาการสื่อสารภายในองค์กรพร้อมรองรับการขยายตัวทางธุรกิจ และความเป็นหนึ่งเดียวขององค์กร DTAC จึงมีแนวคิดในการเปลี่ยนพื้นที่ทำงานให้กลายเป็นบ้านหลังที่สองของพนักงานภายใต้แนวคิด DTAC House โดยมี Hassell Studio เป็นผู้สร้างสรรค์สานฝันให้เป็นจริง แนวคิดนี้ตอกย้ำปรัชญาการทำงานของบริษัทที่ให้ความสำคัญกับ การเล่นควบคู่ไปกับการเรียนรู้ (Play and Learn) สำนักงาน DTAC แห่งนี้กินพื้นที่กว่า 20 ชั้น 62,000 ตารางเมตร ในอาคารจามจุรีแสควร์ หนึ่งในความพิเศษสุดของการออกแบบพื้นที่คือการปรับเปลี่ยนให้ชั้น 38 ให้เป็นพื้นที่พักผ่อนส่วนกลางของพนักงาน ไมว่าจะเป็น ฟิตเนสเซ็นเตอร์ ห้องแอโรบิค พื้นที่สำหรับเล่นโยคะ โต๊ะปิงปอง สนามฟุตซอลในร่ม ห้องคาราโอเกะ รวมไปถึงลู่วิ่งด้วย นอกจากนี้โซนออฟฟิศบริเวณชั้น 32 – 34 ยังถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่โปร่งโล่งสบายโดยเลือกใช้กระจกใสแทนผนังทึบพร้อมพื้นที่ทำงานแบบ Informal กระตุ้นให้พนักงานนำคอมพิวเตอร์ส่วนตัวมานั่งทำงานหรือจัดประชุมแบบสบายๆ แทนการนั่งประจำอยู่ที่โต๊ะของตนเอง นอกจากนี้ยังมีห้องเตรียมนม และห้องเลี้ยงเด็ก (Play Room) สำหรับคุณแม่ที่จำเป็นต้องดูลูกน้อยขณะปฏิบัติงาน ทั้งหมดนี้นอกจากจะช่วยให้พนักงานมีความผ่อนคลายระหว่างการทำงานแล้ว ยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในทางอ้อมด้วย

 

DBALP กับการนำโกดังเก่าที่ดูไร้ค่าย่านคลองสาน ฝั่งธนฯ มาปรับปรุงใหม่ให้เกิดเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ภายใต้ชื่อ The Jam Factory บนเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ประกอบด้วยบริษัทสถาปนิก Duangrit Bunnag Architect Limited (DBALP) ก่อตั้งโดยดวงฤทธิ์ บุญนาค สถาปนิกและผู้ออกแบบพื้นที่, ร้านอาหาร The Never Ending Summer, ร้านหนังสือก็องดิด, ร้านกาแฟ ไล-บรา-รี่, แกลลอรี่แสดงผลงานศิลปะ และ Any Room ร้านจำหน่ายของตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ เสน่ห์ของพื้นที่แห่งนี้คือการปลุกย่านอุตสาหกรรมเก่าให้มีชีวิตอีกครั้ง โดยเชื่อมโยงเรื่องราว วัฒนธรรม และวิถีชีวิตความเป็นอยู่จากอดีตสู่ปัจจุบัน ผ่านงานออกแบบสถาปัตยกรรม และงานออกแบบภายใน นอกจากพื้นที่จะติดริมน้ำเจ้าพระยาแล้ว ภายในยังมีสนามหญ้าพร้อมต้นไทรเก่าแก่ขนาดใหญ่ที่กลายเป็นพื้นที่พักผ่อนแบบธรรมชาติสำหรับพนักงาน พร้อมเปิดโอกาสให้คนภายนอกเข้ามาจัดกิจกรรมใช้พื้นที่สร้างสรรค์แห่งนี้ด้วย เช่น ตลาดนัด The Knack Market ช้อปชิมงาน Art, Craft และ Street Food, งานนิทรรศการ Siamese Twins โดยกลุ่มศิลปิน Freak Show เป็นต้น

 

จะเห็นได้ว่า พื้นที่ส่วนกลางที่เคยมีขนาดเล็กได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ (Creative Space) ขนาดใหญ่ที่เปิดโอกาสให้พนักงานได้พบปะพูดคุยระหว่างกัน อันเป็นการส่งเสริมการสื่อสารภายในองค์กร และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่ใช่ว่าทุกองค์กรจะต้องหันมาเพิ่มพื้นที่สร้างสรรค์ให้มีขนาดใหญ่เหมือนกันหมด เพราะบางกิจกรรม บางธุรกิจ อาจไม่เหมาะกับแนวคิดนี้ก็เป็นได้ การเริ่มต้นที่ดีคือการกลับมาวิเคราะห์ตัวตนของบริษัทว่าบุคลิกเป็นอย่างไร เราอยากให้วัฒนธรรมขององค์กรเป็นแบบไหน บริษัทมีเป้าหมายการเติบโตเป็นเช่นไร ที่สำคัญเราควรศึกษาความต้องการของพนักงานด้วย จากนั้นนำผลสรุปที่ได้มาเป็นโจทย์ตั้งต้นในการออกแบบพื้นที่ทำงาน เพราะทุกวันนี้การทำงานแบบวันแมนโชว์ไม่ใช่หนทางสู่ความสำเร็จ ธุรกิจในอนาคตจำเป็นต้องใช้ทักษะที่หลากหลาย การออกแบบพื้นที่สร้างสรรค์ที่เหมาะสมกับธุรกิจจะช่วยกระตุ้นให้องค์กรเกิดบรรยากาศการทำงานอย่างสร้างสรรค์เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ แล้วบริษัทคุณหละ !!! ยังหยุดนิ่งเหมือนเคย หรือพร้อมปรับตัวสำหรับอนาคตแล้ว

 

อ้างอิง : Harvard Business Review, a day magazine, Hassell Studio, DBALP, Facebook - The Jam Factory,

ภาพ Rabbit Digital Group โดย ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์

 

Creative Thailand
Creative Thailand
Creative Thailand
0 0