Creative Thailand

อนาคตของการอ่าน และสัมพันธ์สามเส้าของ สำนักพิมพ์, สายส่ง และร้านหนังสือ

Writer : Editor Team


คนไทยอ่านหนังสือปีละแปดบรรทัด' เป็นคำกล่าวที่คนชอบยกมาเหน็บแหนมว่าคนไทยมีนิสัยไม่ชอบอ่าน แต่หากคุณได้มีโอกาสไปเดิน 'งานหนังสือที่ปีหนึ่งๆ จัดไม่ต่ำว่า 5-6 ครั้ง ทั้งงานเล็กงานใหญ่ งานไทย งานเทศ จะตระหนักได้ว่าเป็นเรื่องไม่จริงเลย

 

ยิ่งกว่านั้น ปริมาณคนที่มางานหนังสือเพิ่มขึ้นทุกปี หากแต่ไม่ได้แปลว่าธุรกิจสิ่งพิมพ์และหนังสือจะเฟื่องฟูตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านผลประกอบการของ ธุรกิจสิ่งพิมพ์ สำนักพิมพ์ นั้นดูไม่ค่อยจะสดใสนัก ร้านหนังสือทยอยปิดตัวลงจำนวนมาก กระทั่งมีบุคคลในการสิ่งพิมพ์เองออกมาทักท้วงว่า การจัดงานหนังสือทำให้พฤติกรรมคนเปลี่ยน แทนที่จะซื้อหนังสือผ่านร้านหนังสือ ก็เปลี่ยนไปรอซื้อหนังสือลดราคาจากสำนักพิมพ์โดยตรงจากงานหนังสือแทน ทำให้ร้านขายหนังสืออยู่ไม่ได้ ส่วนฟากสำนักพิมพ์ ก็มีปัญหากับ 'สายส่ง' ที่มีอยู่ไม่กี่เจ้า ขอเพิ่มค่าจัดส่ง จนกลายเป็นประเด็นร้อนพอสมควร

 

เพราะการอ่านเป็นเรื่องสำคัญ Creative Thailand เลยอยากทราบมุมมองกับ  ต้อง-ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล บรรณาธิการสำนักพิมพ์สมมติ บุคคลที่คร่ำหวอดในวงการหนังสือมายาวนาน เขามองสถานะการณ์ในวงการธุรกิจหนังสืออย่างไร

 

ทำไมสำนักพิมพ์ต้องไปงานหนังสือ

การออกบูธขายเองที่สำนักพิมพ์ไปเองจะได้เงินสดเข้าเลยทันที แต่ถ้าในระบบปกติ เวลาเราทำหนังสือเสร็จ เราจะส่งหนังสือทั้งหมดให้สายส่ง สายส่งก็จะกระจายหนังสือตามร้านหนังสือต่อ สายส่งจะมีไม่กี่เจ้า 'เคล็ดไทย' เป็นสายส่งหลักที่ สำนักพิมพ์ขนาดเล็กใช้ มีนายอินทร์และซีเอ็ด ที่สวมหมวกเป็น สำนักพิมพ์และร้านหนังสือด้วย สองเจ้านี้เลยมีข้อได้เปรียบที่สวมหมวกหลายใบ ครอบคลุมทุกส่วนของมิติในการทำหนังสือ ดังนั้นการที่สำนักพิมพ์เล็กออกงานหนังสือ คือได้เงินสดทันที ถ้าระบบปกติ มันจะมีเวลาในการเคลียร์ยอด ที่เงินถึงจะกลับมาสำนักพิมพ์

 

ต้นทุนที่สำนักพิมพ์ต้องแบกรับ

เวลาส่งหนังสือ สายส่งจะหัก 40% ในกรณีซีเอ็ดกับนายอินทร์ ย้อนไปสักห้าหกปีที่แล้ว เขาจะขอขึ้น 1% คำถามคือ เขาขอจากใคร คำตอบคือ ถ้าเราไม่ได้ส่งกับซีเอ็ดกับนายอินทร์ แต่ส่งให้เคล็ดไทย หนึ่งเปอร์เซ็นต์จะต้องเป็นของเคล็ดไทย เคล็ดไทยก็จะเรียกเพิ่มจาก 40% เป็น 41% หรือเปล่า ประเด็นที่สอง เขาไม่ได้ขอหนึ่งจากยอดขาย แต่จากยอดส่ง คือ ถ้าหนังสือ 100 บาท เขาเก็บค่ากินเปล่า 1 บาท คือ ถ้าส่ง 1,000 เล่ม จะต้องเสีย 10,000 บาทต่อปกทันทีเลย ถือเป็นค่าดิสทริบิวท์ จะขายได้หรือขายไม่ได้ ไม่เกี่ยว 

 

ถ้าท้ายสุดหนังสือเด้งกลับมาที่สำนักพิมพ์ โดยขายไม่ได้สักเล่ม ก็เสียเปล่าฟรีๆ หมื่นนึง เป็นค่าขนส่ง ตอนนั้นไม่ได้มีใครยอมหรอก  เมื่อห้าปีที่แล้ว ผมก็เป็นหนึ่งในสนพ. ที่ค้านนะ เพราะมันดูผูกขาดตลาด สองเจ้ารวมกันมีร้านหนังสือรวมกันเกินพันสาขา ออกนโยบายแบบนี้คู่กันมันไม่เป็นธรรม แต่พอมันผ่านไปแล้ว ผมเองก็รู็สึกว่ามันมีเหตุมีผล เพียงแต่ว่ามันอาจจะต้องประนีประนอม เปลี่ยนจากยอดส่งเป็นจากยอดขายได้ไหม  เพราะซีเอ็ดกับนายอินทร์เขาก็มีค่าใช้จ่ายในทางธุรกิจ พอมองในภาคธุรกิจก็เข้าใจนะว่าเขาเองก็ต้องดิ้นรน

 

ทางรอดของหนังสือทางเลือก

เราต้องไม่พูดว่าสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก ประเด็นสำคัญคือ สำนักพิมพ์ทางเลือกที่พิมพ์งานเฉพาะทาง จะอยู่รอดได้อย่างไร ถ้าพูดว่าสำนักพิมพ์ขนาดเล็กคือ ถ้าเขาทำงานแมสหน่อยก็รอด สเกลไม่ใช่แฟคเตอร์ในการตั้งประเด็น ถ้าผมทำงานแมส แต่เป็นสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก ผมรอดสบายเลยนะ ประเด็นคือมันจะมีทางออกใดให้สำนักพิมพ์ทำงานเฉพาะกลุ่มอย่างวรรณกรรมแปล ไทย บทกวี งานวิชาการเชิงซีเรียส มันจะรอดได้อย่างไรมากกว่า ถ้าสำนักพิมพ์เฉพาะทางทำงานที่ดี ที่ซีเรียส ยกตัวอย่างเช่นสำนักพิมพ์ผีเสื้อที่ทำวรรณกรรมทางเลือกหมดเลย สเกลเค้าไม่เล็กนะ เป็นสนพ.ใหญ่มีหนังสือ 200++ นะครับ ประเด็นเรื่องขนาดใหญ่หรือเล็ก ไม่ใช่ประเด็น สนพ. ที่ทำงานคุณภาพ ควรจะสนับสนุนพวกเขาเหล่านั้นมากกว่า 


การสนับสนุนหนังสือ

ผมยังยืนยันว่าวัฒนธรรมการอ่านของคนในสังคมจะเปลี่ยนและแข็งแรงได้คือ ร้านหนังสือในสังคมไทยต้องมีคุณภาพ  ผมหมายถึงร้านหนังสือใหญ่ๆ อย่างซีเอ็ด นายอินทร์  ที่มีสาขาทั่วประเทศต้องมีคุณภาพ ต้องมีความหลากหลาย ต้องจัดหมวกหมู่หนังสือให้ดี  พนักงานต้องรู้หนังสือ ไม่ใช่นับสต็อกอย่างเดียว แนะนำคนอ่านได้ อย่างน้อยต้องรู้จักหนังสือ  ถ้าเปลี่ยนเป็นร้านหนังสือที่มีคุณภาพ ดิสเพลย์หนังสือแบบมีรสนิยม ถ้าทุกสาขาทุกประเทศทำแบบนี้ได้ สามเดือนนี่วัฒนธรรมการอ่านเปลี่ยนแน่ๆ

 

ดังนั้น ตลาดหนังสือในเมืองไทยที่มีซีเอ็ดกับนายอินทร์ และสำนักพิมพ์ต้องร่วมมือกัน แต่ตอนนี้ยังไม่มีการร่วมมือกันจริงจัง ทุกคนต่างคนต่างทำ ถ้าไม่เปลี่ยนทุกอย่างถึงจุดจบหมด คือทำหนังสือไป แล้วไม่มีร้านหนังสือให้วางมันก็ยาก ขายในอินเตอร์เน็ตก็ได้เฉพาะสังคมเมือง เขาไม่ได้รู้เรื่องด้วยนะ อย่าหลงประเด็นว่าไม่เอาเชน แล้วขายกันเองในเฟสบุคนะ ซีเอ็ดนายอินทร์มีสาขาทั่วประเทศนะ 

 

ปรับเปลี่ยนเพื่ออยู่รอด

ร้านหนังสือที่ผมบอกให้ปรับทั้งหลาย จริงๆ ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเลย ควรฝึกฝนพนักงานขายให้เขารู็จักหนังสือจริงๆ ว่าหนังสือคืออะไร หมวดหมู่เป็นแบบไหน แต่ละประเภทว่าด้วยอะไร  ถามว่าจะร้านหนังสือใหญ่ๆ จะเทรนพนักงานอย่างไร ก็เชิญบรรณาธิการทุกสำนักพิมพ์ไปเวิร์คช็อปสิ ทุกคนยินดีอยู่แล้ว ให้พนักงานเหล่านั้นมีคุณภาพที่ดี ผมใช้คำว่า ‘บรรรณาธิการร้านหนังสือ’ เป็นอาชีพที่ควรจำเป็นต้องมี  ท้ายสุดคือ ถ้าบุคคลากรมีประสิทธิภาพ คนจะเคารพกันและกัน  หากเข้าร้านหนังสือแล้วพนักงานไม่รู้จริง แนะนำไม่ได้ ถ้าร้านหนังสือสองเจ้าใหญ่เปลี่ยนตรงนี้ได้ วัฒนธรรมการอ่านเปลี่ยนเลย