Creative Thailand

“หมอหวาน” บำรุงชาติสาสนายาไทย... สืบต่อลมหายใจของ “ยาหอมตำรับโบราณ”

Writer : Editor Team


                

                ยาหอมเป็นผลผลิตทางวัฒนธรรมที่อยู่คู่สังคมไทยมากว่าสามศตวรรษ...ว่ากันว่าตำรับยาหอมเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยในยุคเริ่มต้นยาหอมถือว่าเป็นของสูง เป็นของหายากที่ใช้กันในหมู่เจ้านาย เพราะเครื่องยาหลายตัวต้องนำเข้าจากต่างประเทศ อีกทั้งยังต้องมีบริวารมากพอจะมาบด มาร่อน มาปรุงให้ได้ยาหอมคุณภาพดี ในยุคนั้นยาหอมจึงกลายเป็นของที่มีคุณค่า มีคุณภาพ และมีราคาแพงจนชาวบ้านทั่วไปแทบไม่รู้จักและไม่มีโอกาสได้ใช้


                กระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงปรารภให้กระจายยาดีๆ ไปตามหัวเมืองทั่วประเทศ เพื่อให้แก่ราษฎรที่อยู่ห่างไกลซึ่งหายาแก้โรคภัยได้ยาก ภายใต้ชื่อ “ยาโอสถสภา” (ยาสามัญประจำบ้าน) และจัดตั้งตำรับยาตำราหลวงขึ้น ซึ่งในตำรับยาดังกล่าวมียาหอมเป็นหนึ่งในนั้น ด้วยเพราะสรรพคุณของยาหอมที่ครอบจักรวาล ใช้ในการปรับสมดุลธาตุในร่างกายหรือเลือดลม ซึ่งตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทย ‘เลือดลม’ ถือเป็นเรื่องที่สำคัญและมีความหมายค่อน  ข้างกว้างในด้านสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการไหลเวียนของระบบบโลหิต ระบบทางเดินอาหาร และระบบประสาท หรืออาจกล่าวได้ว่าถ้าเลือดลมดีก็จะส่งผลให้ทั้ง หัวใจและสมองดี


                หลังจากการกระจายยาตำราหลวงในยุคนั้นบวกด้วยสรรพคุณทางยา “ยาหอม” จึงเป็นที่แพร่หลายและกลายมาเป็นยาประจำบ้านของคนไทยในเวลาต่อมา จนเกิดเป็นยาหอมหลายตำรับ ซึ่งมีการพัฒนาและดัดแปลงสูตรให้มีความเฉพาะเป็นของหมอปรุงยาแต่ละคน แต่เมื่อถึงเวลาหนึ่งอิทธิพลการแพทย์ตะวันตกเริ่มเข้ามามีบทบาทและเป็นที่นิยม ส่งผลกระทบกับแพทย์แผนไทยและตำรับยาของไทยเป็นลำดับ โดยเฉพาะในยุคเปลี่ยนผ่านสำคัญ เมื่อสยามประเทศประกาศพระราชบัญญัติการแพทย์ฉบับแรก ในปี 2466 แม้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อช่วยยกระดับมาตรฐานของแพทย์ไทยให้ทัดเทียมแพทย์ตะวันตก แต่นั่นได้ส่งผลสำคัญที่ทำให้การแพทย์แผนไทยต้องหยุดนิ่ง และทำให้แพทย์แผนไทยจำนวนมากต้องเลิกอาชีพ


                หลังจากประกาศพระราชบัญญัติเพียง 1 ปีและเริ่มมีแพทย์แผนไทยล้มหายตายจาก “หมอหวาน รอดม่วง” แพทย์ผู้เคยถวายการรักษาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ อัครมหาเสนาบดีในรัชกาลที่ 6  ผู้มีบทบาทสำคัญใน การแพทย์แผนไทยในเวลานั้น ได้ประกาศเจตนารมณ์อันแน่วแน่ที่จะผดุงวิชาชีพแพทย์แผนไทยให้ดำรงอยู่ โดยได้สร้าง “บำรุงชาติ สาสนายาไทย” หรือ “บ้านหมอหวาน” ขึ้น และเมื่อหมอหวานเสียชีวิตในปี 2488 กิจการปรุงยาของหมอหวานก็ได้รับการสืบทอดมาจนปัจจุบัน


                การปรุงยาหอมไทยนับเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์เพราะต้องพิถีพิถันกับส่วนผสมที่ใช้ในการปรุงยาอย่างมาก ยาหอมแต่ละตำรับจะปรุงจากเครื่องยาตั้งแต่ 10 - 59 ชนิดรวมกัน โดยตัวยาแต่ละอย่างในตำรับทำหน้าที่แตกต่างกันไป มีทั้งที่เป็นตัวยาหลัก ตัวยารอง ซึ่งทำหน้าที่เสริมฤทธิ์หรือลดความเป็นพิษของตัวยาหลัก ตัวยาคุมป้องกันอาการแทรกซ้อน และยังมีตัวยาช่วยปรุงแต่งสี รส และกลิ่น ผสมผสานกันจนเกิดสรรพคุณที่สมดุลเพื่อรักษาโรคตามที่ต้องการ ยาหอมไทยจึงถือเป็นภูมิปัญญาล้ำค่าที่ไม่ได้เป็นแค่การรักษา แต่ยังเป็นวิธีดูแลสุขภาพอย่างอ่อนโยนที่สุดและไม่มีผลข้างเคียง


                ส่วนผสมของตำรับยาโบราณนั้นมีมากมาย ทั้งยังหายากและต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ส่งผลให้ราคาค่อนข้างสูง อาทิ “พิมเสนเกล็ด” เป็นน้ำค้างที่แข็งในปล้องไม้ไผ่ผสมเยื่อไม้ มีกลิ่นและสรรพคุณดีกว่าพิมเสนสังเคราะห์ ต้องนำเข้าจากจีน “เห็ดนมเสือ” เป็นเห็ดที่เกิดจากน้ำนมเสือโคร่งแม่ลูกอ่อนที่ทำน้ำนมหกตามพื้นดินแล้วเกิดเป็นเห็ดดอกเล็กสีขาว สรรพคุณช่วยบำรุงกำลัง “หญ้าฝรั่น” เป็นยอดเกสรเพศเมียสีแดงสด โดย 1 ดอกจะมีเกสรอยู่เพียง 3 เส้นเท่านั้น ต้องเก็บอย่างเบามือเพื่อไม่ให้ขาด นำเข้าจากสเปนและแถบอาหรับ นับเป็นเครื่องเทศที่มีราคาแพงที่สุดในโลก น้ำหนัก 45 กรัมราคาร่วม 1 หมื่นบาท ฯลฯ โดยส่วนผสมของยาเหล่านี้นำมาซึ่งสรรพคุณในทางการรักษา


                “ภาสินี ญาโณทัย” นับเป็นทายาทรุ่น 4 ของผู้สืบทอดบ้านหมอหวาน อาคารสไตล์ชิโน-บริติชที่มีอายุกว่า 85 ปี ที่แห่งนี้ซ่อนตัวอยู่ในซอยเล็กๆ บนถนนบำรุงเมือง เคยถูกใช้เป็นคลินิกรักษาโรค “บำรุงชาติสาสนายาไทย” และเป็นสถานที่ปรุงตำรับยาหอมโบราณของ “หมอหวาน” นอกจากการรักษายาหอม 4 ตำรับที่ตกทอดมาจนปัจจุบัน “ภาสินี” ในฐานะทายาทตัดสินใจ  ลาออกจากงานที่ทำในบริษัทเอกชนขนาดใหญ่เพื่อกลับมาสร้างแบรนด์ “หมอหวาน” ให้กลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้ง หลังจากเธอเริ่มเห็นลูกค้าเก่าแก่เหลืออยู่ไม่กี่สิบคน และคำถามที่เธอตั้งกับตัวเองคือ “จะปล่อยให้ยาหอมของบรรพบุรุษตายไปต่อหน้าอย่างนั้นหรือ”


                ภายใต้แบรนด์ “หมอหวาน” ปัจจุบันเหลือตำรับยาตกทอด 4 ตำรับ ได้แก่ ยาหอมสุรามฤทธิ์ ยาหอมอินทรโอสถ ยาหอมประจักร์ และยาหอมสว่างภพ ยาหอมทุกตำรับปิดทองคำเปลวเพื่อสรรพคุณเป็นยาเย็น แก้นอนสะดุ้งผวา บำรุงผิวพรรณ และเป็นยาอายุวัฒนะ  โดยยังคงได้รับการปรุงด้วยเครื่องยาตรงตามตำรับ ด้วยกรรมวิธีในการปรุงยาแบบโบราณ เฉกเช่นเมื่อหมอหวานยังมีชีวิตอยู่


(ซ้าย) ชุดของขวัญน้ำมันทาเส้น+ลูกอมชื่นจิตต์ ๖ ซองรับเทศกาลปีใหม่จากหมอหวาน

(ขวา) ยาหอม 4 ตำรับที่หลงเหลืออยู่จากนับร้อยตำรับที่หายไปตามกาลเวลา


                นอกจาก 4 ตำรับยาโบราณยังมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อื่นๆ อาทิ ลูกอมชื่นจิตต์ และ น้ำมันทาเส้น “ลูกอมชื่นจิตต์” เป็นรูปแบบใหม่ของยาหอมที่ออกแบบมาเพื่อให้เข้ากับวิถีชีวิตปัจจุบัน เป็นนวัตกรรมลูกอมสมุนไพร มีสรรพคุณช่วยย่อย แก้ท้องอืด แน่นท้อง แก้ไอ แก้เสมหะทั่วไปหรือเสมหะจากการเลิกบุหรี่ ให้ความสดชื่น และขับลมในเส้น หากทานก่อนการนวดจะช่วยให้ลมในเส้นเดินสะดวกขึ้น มีส่วนประกอบสำคัญ ได้แก่ โกฐเชียง อบเชย ชะเอมเทศ  เหง้าขิง เกล็ดสะระแหน่ เจลาติน และน้ำตาล และ “น้ำมันทาเส้น” ปรุงจากสมุนไพรสด เย็นสบาย ไม่แสบผิว ซึมซาบเร็ว ไม่มีกลิ่นหืนแม้เก็บไว้นาน มีสรรพคุณแก้ปวดเมื่อย ปวดบวม ขัดยอก เส้นเอ็นเคล็ดแคลง ยึดตึง สามารถทาได้โดยไม่ต้องนวดก็จะหายดี บรรเทาอาการปวดกระดูก ปวดข้อ กระดูกแตก กระดูกร้าว ห้ามเลือด สมานแผลสด ใช้ใส่แผลเลือดจะหยุดทันที วันรุ่งขึ้นแผลจะสะอาดและสมานดี แก้แมลงสัตว์กัดต่อย และป้องกันยุงมารบกวน เป็นต้น

          โดยผลิตภัณฑ์บ้านหมอหวาน มีจำหน่ายทั้งที่บำรุงชาติสาสนายาไทย และช่องทางออนไลน์ที่ www.mowaan.com สำหรับลูกค้าไทยและต่างประเทศ ยังมีวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ได้แก่ ไอคอนสยาม (สุขสยาม ชั้น G และไอคอนคราฟท์ ชั้น 5) สยามดิสคัฟเวอรี่ (ชั้น 4 แผนกอีโคโทเปีย)  คิงเพาเวอร์ ร้านหนังสือฮาร์ดคัฟเวอร์ (โอเพ่นเฮ้าส์ ชั้น 6 เซ็นทรัลเอ็มบาสซี) และที่อื่นๆ ด้วย ได้แก่ ทีซีดีซี อาคารไปรษณีย์กลาง ห้างขายยากิจประสงค์ (ตรงข้ามวัดโพธิ์) ร้านดอยคำ ร้านนายอินทร์ ร้านเอเอสทีวี (บ้านเจ้าพระยา ถ.พระอาทิตย์) ฯลฯ



                

(ซ้าย) ลูกอมชื่นจิตต์    

(ขวา) น้ำมันทาเส้น


                จากมุมมองของการศึกษาวัฒนธรรมในอดีตที่ว่า การเสื่อมถอยของความนิยมในการใช้ยาหอมไม่ได้มาจากการที่ยาหอมคุณภาพแย่หรือไม่มีประสิทธิภาพ หากแต่เป็นเพราะยาหอมเป็นผลผลิตทางวัฒนธรรมที่ไม่สอดคล้องกับปัจจุบันมากกว่า ฉะนั้นการรื้อฟื้นยาตำรับโบราณเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ดีและถูกต้องเกี่ยวกับ “ยาหอม” และสร้างความนิยมใหม่กลับมาอีกครั้ง จึงเป็นการส่งต่อมรดกทางภูมิปัญญาไทยและสร้างพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่สำคัญให้กับตำรับยาโบราณไม่ให้เลือนหายไปตามกาลเวลา  

ขอบคุณข้อมูลจาก

www.mowaan.com

Facebook : หมอหวาน

Creative Thailand
Creative Thailand
Creative Thailand
Creative Thailand
Creative Thailand
0 0