Creative Thailand

“เรียบง่าย ไร้กาลเวลา” ตัวตนและความคิดในภาษาเซรามิก ของ “อ้อ สุทธิประภา”

Writer : Editor Team


     มีคนไทยไม่มากนักที่ได้เป็นที่รู้จักระดับโลกในฐานะ “เซรามิก อาร์ติส” (Ceramic Artist) ชื่อของ “อ้อ สุทธิประภา” แห่ง Small Studios เป็นหนึ่งในนั้น งานของเธอนอกจากมีความแตกต่างในเรื่อง “รูปทรง” หรือ Forming ที่ไม่ค่อยมีศิลปินไทยถนัดแล้ว ผลงาน Comtemporary Art ที่เคยจัดแสดงในสวีเดนและผลงานที่ทำให้เป็นที่รู้จักอย่าง Weaving Indigo ของเธอ  โดดเด่นในเรื่องรูปร่างที่เรียบง่าย และเทคนิคการใช้สีผสมจากดิน ภายใต้แนวคิดที่ต้องการสื่อสารถึงความไม่แน่นอนของชีวิตโดยใช้ดินเป็นสื่อกลาง นี่คือสิ่งที่เธอทำต่อเนื่องกันมา 4-5 ปี



ชื่อผลงาน Internal Dialog - Transition no.1 year 2016


“คนยุโรปเห็นงานของเรามักจะรู้สึกถึงความนิ่งและความเรียบแบบเอเชีย ในขณะที่คนเอเชียเวลาเห็นงานของเธอมักจะนึกถึงความเป็นแสกนดิเนเวียน” อ้อ สุทธิประภา เซรามิก อาร์ติสและดีไซเนอร์มือรางวัลแห่ง Small Studios เริ่มต้นบทสนทนานี้กับเราเมื่อถูกถามถึงงานของตัวเอง แต่นั่นไม่สำคัญเท่าไหร่นักสำหรับเธอว่าใครจะมองว่าอย่างไร


“สำหรับเรามี 4 คำที่เราอยากให้อยู่ในงานของตัวเองตลอด  ได้แก่ 1) Timeless ไร้เวลา 50 ปีงานนี้ก็ยังดูทันสมัย 2) Simplicity เรียบง่าย 3) Repetition ทำซ้ำได้ โดยเวลาทำงาน งานมันเหมือนเป็นวิถีชีวิตและเป็นการทำสมาธิ (meditation) ไปในตัว 4) Sublime สุดท้ายเราอยากให้ชิ้นงานเรานั้นเป็นอีกมิติหนึ่งเมื่อคนเห็นงาน”


กระบวนการคิดสร้างงานให้มี “ภาษาสากล”

“อ้อ” เคยให้สัมภาษณ์ในยุคแรกๆของการทำงานว่า การทำงานเซรามิก ก็เหมือนกับการเดินเล่นในสวนสาธารณะ สิ่งที่ต้องการคือ การนั่งให้สบายและดูสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นรอบตัว แต่แทนที่จะสังเกตสิ่งที่อยู่ภายนอกตัวเรา เช่น ต้นไม้ ผู้คนที่อยู่ในสวน ก็หันมาสังเกตสิ่งที่อยู่ภายใน นั่นคือความคิดและความรู้สึกของตัวเอง


ในวันนี้เธอบอกกับเราว่า กระบวนการคิดและวิธีการมอง...เป็นสิ่งที่ถูกเคี่ยวกรำอย่างหนักในสมัยที่เธอไปเรียนต่อ Craft Art ที่ประเทศสวีเดน โดยทำปริญญาโท ที่ HDK School of Design & Crafts ประสบการณ์ที่ HDK ทำให้เธอพบกับ Morten Lobner Espersen อาจารย์ที่เป็นศิลปินเซรามิกชื่อดังที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันเธอในการมองโลกจากภายในและผลักดันในสิ่งที่เขาเชื่อว่าเธอจะมีศักยภาพไปถึงและทำได้



ชื่อผลงาน :Internal Dialog - Blue and Red, year 2018


    “ตอนเรียนปริญญาโท อาจารย์ Morten ก็ผลักดันทำให้เราทำ “ของที่เราควรจะทำ” เราถูกตั้งคำถามอย่างรุนแรงว่าทำไมเราถึงทำของสิ่งนี้ขึ้นมา ในงาน Design มันสอนให้เราเรียนรู้วิธีการใหม่หมดเรื่องวิธีคิด เราเลยอนุญาตให้ตัวเองชอบงาน หรือไม่ชอบงาน โดยต้องบอกให้ได้ว่าชอบเพราะอะไร และไม่ชอบเพราะอะไร กระบวนการคิดแบบนั้นมันทำให้เกิดวิธีการในการมอง ที่ทำให้เรามองเห็นตัวเองได้ชัดขึ้น”


“เวลาพูดเรื่องการทำงานเซรามิกให้เป็นภาษาสากล มันจึงเป็นของที่พูดได้ยากมากว่าจะทำแบบไหน หนึ่ง สอง สาม แต่คิดว่าแนวคิดหลายๆอย่างมันเริ่มจากการที่เราเป็นคนชอบถามตัวเองและดึงของพวกนี้มาใช้ค่อนข้างเยอะ” ถึงอย่างนั้นในขณะนี้เธอยังเชื่อว่างานของเธอยังไปได้ไกลกว่านี้อีกมาก”


“จากเต็ม 10 เราอาจจะให้คะแนนสัก 5 คะแนนและเราอาจจะต้องใช้เวลาอีก 30 ปีมั้งในการจะเป็นที่ 8 ที่ 9 ของโลก เพราะจากที่ออกมาเจอศิลปินระดับโลกและได้เห็นงานเรารู้ว่าสิ่งที่เรารู้มันแค่กระพีคและงานมันน่าจะยังต้องไปได้อีก”


เมื่อเซรามิกเป็นศาสตร์แห่งรายละอียด

ในขณะที่เราคุยกับเธอในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน “อ้อ” เธอพึ่งเริ่มวันที่ 5 ในการร่วมโครงการที่เมือง ชิคารากิ ประเทศญี่ปุ่น โดยเธอเป็นหนึ่งในศิลปินรับเชิญ จาก “ชิคารากิ เซรามิก เคาน์เตอร์พาร์ท” ให้ไปร่วมเป็นศิลปินพำนัก (Residencecy)   เป็นเวลา 90 วัน แม้จะเป็นเวลาไม่นานนัก แต่สำหรับเธอการไปทำงานในเมืองแห่งเซรามิกอย่างชิคารากิ ที่มีวิถีในการทำเซรามิกโบราณแบบของตัวเอง โดยใช้วิธีเผาโบราณในแบบดั้งเดิม และการเดินตามรอยศิลปินระดับโลกที่ส่วนใหญ่เคยมาเป็นศิลปินพำนัก (Residencecy)  แล้วทั้งนั้น น่าจะเป็นอีกการเรียนรู้ที่ดี


“เมื่อก่อนเวลาเราทำงาน คือ ลุยไปเลย ลงมือทำไปเลย แต่พอเราได้มาเจอกันศิลปินที่เก่งๆ เรารู้เลยว่าสิ่งที่เราทำมันไม่ใช่ และเป็นแค่กระพีคหนึ่งที่เขาทำงาน เพราะคนพวกนี้กว่าเขาจะเลือกเคลือบตัวหนึ่ง เขาใช้เวลานานมาก ละเอียดมาก กว่าจะตัดสินใจ เราบอกตัวเองว่าถ้าเราอยากได้งานที่ดีแบบเขา เราคงต้องผลักดันตัวเองและเปลี่ยนวืธีทำงาน โดยต้องให้ความสำคัญกับวัสดุ (Material) มากๆ จากเดิมที่เราคิดว่าทักษะประมาณ 50% ที่จะทำงานให้ดี แต่สิ่งมี่เราเรียนรู้ในระยะหลังๆบอกกับเราว่ามันไม่ใช่แล้ว”


ยิ่งเห็นมาก..ตัวเรายิ่งเล็กลง

ในแทบทุกปี “อ้อ” มักจะเดินทางไปเป็นศิลปินพำนัก (Residencecy) เพื่อเพิ่มพลังในการทำงานและออกจากกรอบที่คุ้นเคย ขณะเดียวกันการเดินทางและการเห็นงานมากยังเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการคิดงานในอนาคต


“เราเคยเห็นงานเซรามิก ราคา 200 บาท กับงานเซรามิกล่าสุดที่เราเห็นที่ เจนิเฟอร์ ลี เซรามิก อาร์ทิส ชาวอังกฤษไปจัดแสดงที่โตเกียว ราคาชิ้นละ 1 ล้านบาท ถึงทำให้เรารู้ว่างานของเรามันยังไปได้อีก”


“ล่าสุดเมื่อเดือนที่ผ่านมามีโอกาสไปร่วมงาน International Academic of Ceramic เราเห็นงานจากศิลปินอาวุโสจากญี่ปุ่นอายุ 90 ปี เป็นศิลปินเซรามิกตั้งแต่ยุคสงครามโลกที่กลายมาเป็นศิลปินเซรามิกคนแรกของญี่ปุ่นที่หันมาทำงาน Contemporary Art นี่เป็นศิลปินคนโปรดล่าสุดของเรา ที่งานเขายังดูร่วมสมัยมากๆ ทั้งๆที่คืองานที่ทำมาเมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว”


เหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เธอสามารถต่อยอดและพัฒนางานของตัวเองในอนาคต อย่างไรก็ตาม การเห็นงานเยอะ ไม่ใช่สิ่งเดียวของทั้งหมด เมื่อมองออกไปในภาพรวมของการพัฒนาเพื่อยกระดับและสร้างความหลากหลายและความสากลให้งาน เซรามิกไทย เธอมีความเห็นว่า “เซรามิกมันยากตั้งแต่เลือกทำแล้ว มันเป็นงานที่มีลักษณะของความยากในตัวเอง ต้องมีเตา ต้องมีร่างกายที่พร้อมในการแบกของ เราได้ยินเสียงบ่นของเด็กรุ่นใหม่ที่เขาทำ เขาก็บอกมันเหนื่อยมาก และทุกครั้งที่ทำงานกว่าจะได้งานหนึ่งชิ้นก็ยาก ขนาดตัวเองที่ทำงานมานานๆ บางทีเราทำงานเสร็จแล้วก็เผาแล้วแตก”


“การทำเซรามิก มันเหมือนเป็นการทดสอบตลอดเวลา ทำให้โอกาสการพัฒนามันต่ำ ดังนั้นถ้าจะพูดว่าการพัฒนางานได้หรือไม่ได้ มันถึงไม่ใช่แค่เรื่องการเห็นมาเยอะหรือน้อย แต่มันต้องการอะไรที่มากกว่านั้น”


หนึ่งในนั้นคือ “ความอดทน” และอีกหนึ่งอาจเป็น “ขนาดของหัวใจ” ต่อวิถีการทำงานในฐานะ คนทำเซรามิก


เว็บไซต์  www.aorsutthiprapha.com
Creative Thailand
Creative Thailand
Creative Thailand
0 0