Creative Thailand

Hotel Art Fair เปลี่ยนโรงแรมให้เป็นตลาดศิลปะ

คนจำนวนไม่น้อยที่คิดว่าศิลปะเป็นเรื่องไกลตัว บางคนมองว่าศิลปะเป็นของฟุ่มเฟือยราคาแพง ทั้งๆ ที่จริงแล้ว งานศิลปะจำนวนไม่น้อยที่มีราคาพอซื้อหาได้ เริ่มต้นหลักร้อยหลักพันบาท หลายงานที่นักสะสมซื้อไปหลักพัน นานไปเพิ่มมูลค่าเป็นหลักแสนหลักล้านก็มี ธุรกิจการซื้อขายศิลปะในต่างประเทศนั้นมีมายาวนานและเป็นระบบ งานแฟร์ศิลปะอย่าง Art Basel หรือ Frieze Art Fair นั้นเป็นกิจกรรมที่ทำให้เกิดเงินสะพัดนับหมื่นล้านบาท 

 

แต่สำหรับเมืองไทยยังไม่มีกิจกรรมทางศิลปะใดที่โฟกัสไปที่การซื้อขายศิลปะอย่างจริงจัง  จนกระทั่งงาน Hotel Art Fair Bangkok (โฮเทล อาร์ต แฟร์ แบงค็อก ได้จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อ 4 ปีก่อน นับว่าเป็นงานที่สร้างความคึกคักให้กับคนในวงการศิลปะและออกแบบได้มากเลยทีเดียว

 

การจัดงาน Hotel Art Fair Bangkok 2017 ที่ผ่านมา ยืนยันถึงความเข้มแข็งของธุรกิจศิลปินไทย ครั้งนี้ผู้จัดเนรมิตโรงแรม โรงแรม Volve Hotel Bangkok ย่านทองหล่อ ให้กลายเป็นตลาดศิลปะที่รวบรวมแกลเลอรี่และศิลปินทั้งชาวไทยและต่างประเทศ แต่ละห้องเปิดให้แต่ละแกลเลอรี่ได้เข้าจับจอง แสดงผลงานของศิลปินของตนเองให้บรรยากาศที่ดูเข้าถึงง่าย สามารถพูดคุยกับเจ้าของผลงานหรือเจ้าของแกลลอรี่ได้อย่างเป็นกันเอง

 

Creative Thailand สนทนากับ แต๊บ-วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ ผู้ก่อตั้ง บริษัทที่ปรึกษาด้านออกแบบ Farm Group หนึ่งในผู้จัด Hotel Art Fair เกี่ยวกับธุรกิจวงการศิลปะไทยและอนาคตของ Art Fair ในเมืองไทย





จุดเริ่มต้นของงานนี้เกิดขึ้นเมื่อห้าปีที่แล้ว “ผมมีบริษัทชื่อฟาร์มกรุ๊ป เราเป็นบริษัทออกแบบและครีเอทีฟ แล้วก็มีเพื่อนของพาร์ทเนอร์อีกคนเป็นเจ้าของโรงแรม Maduzi อยู่ตรงอโศก เขาก็โทรมาปรึกษาว่าอยากจะจัดงานอะไรบางอย่างเพื่อกระตุ้นให้คนรู้จักโรงแรมอะไรมากขึ้น”  เขาเล่าถึงจุดเริ่มต้นของงานครั้งแรก แต่หลายคนคงสงสัยว่าทำไมต้องเป็นงานศิลปะ

 

“ปรากฏว่าโรงแรมเขาเป็นโรงแรมแบบ 'ปิดประตู' คือ ให้เปิดให้เฉพาะแขกที่พักเท่านั้น รถห้ามเข้าอะไรแบบนี้ แล้ว เราก็เฮ้ย จะทำงานแบบนี้ทำไม ไหนๆ คุณก็ไม่ได้อยากให้คนมายุ่มย่ามเยอะ เขาก็บอกว่าจริงๆ แล้วเขาก็อยากทำงานแหละ แต่ว่ามันก็เป็นคอนเซ็ปท์ของโรงแรม ที่มันมีความเป็นส่วนตัวสูง 

 

ถ้าจะจัดงานจัดยังไงให้มันเข้ากับคอนเซ็ปท์สิ่งที่เขาเป็น  ตอนแรกก็คิด จะทำ Food Festival จะทำคอนเสิร์ต สุดท้ายแล้วเราก็คิดว่า ที่ฟาร์มกรุ๊ป เราชอบศิลปะอยู่แล้ว แล้วพาร์ทเนอร์พี่ก็เป็นศิลปิน เราเรียนดีไซน์กันมาเราคลุกคลีกับศิลปะ เราก็เลย งั้นเราเอางานอาร์ตมาอยู่  ก็เลยเกิดไอเดียว่า ถ้างั้นเราทำแบบนี้ดีกว่า เพราะว่าเราไปแกลลอรีแล้วเรากลัว กลัวกำแพงขาว กลัวแอร์เย็นๆ ไม่กล้าถามว่ากี่บาท คือรู้สึกว่าพอมาอยู่นี่แกลลอรี่จะได้ทำตัวแบบ Casual คุยกันง่ายๆ เลยเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดงานนี้”





ถึงแม้ว่าครั้งแรกจะเป็นความตั้งใจที่จะโปรโมทโรงแรม แต่ผู้จัดยังตั้งใจของผู้จัดที่จะยังจัดงานอาร์ตแฟร์ครั้งต่อๆ ไปในโรงแรม “ก็ตั้งปณิธานไว้ว่า จะเป็นโรงแรมที่คนไทยเป็นเจ้าของ เป็นโรงแรมที่ชื่นชมในงานศิลปะ และการออกแบบ แล้วก็เป็นโรงแรมที่คุยง่าย คือคุยกับเจ้าของเลย  เรารู้สึกว่าที่โรงแรมมันง่ายกว่า แล้วก็ตั้งใจจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ โลเคชั่นก็จะต้องคนมาถึงง่าย”  คุณแต๊บพูดถึงหลักเกณฑ์คร่าวๆ ในการเลือกโรงแรมที่จะไปจัดงานและเมื่อพูดถึงความสำเร็จของงานที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 แล้วซึ่งแสดงถึงความสำเร็จของงานก่อนหน้ามาพอสมควร

 

ความสำเร็จของการจัดงาน “ปีนี้ส่วนตัวคิดว่าประสบความสำเร็จ เพราะว่าปีนี้มีสปอนเซอร์ ปีที่แล้วควักเงินเองหมด ทำเองกันมาทั้งหมด ควักเงินเอง ปีแรกก็คือที่โรงแรมมาชวนก็เหมือนว่าเขาแชร์นิดหน่อย เราก็ควักเงินส่วนหนึ่ง ปีนี้ผลงานที่ทำไปสามปีที่แล้วมันทำให้รู้สึกว่าเออ คนมันก็สนับสนุนเราปีนี้มีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แบรนด์ใหญ่ๆ มาสนับสนุน เราเอาศิลปินจากกัมพูชามาทำ  Live painting ได้ เขาให้ตั๋วเครื่องบินฟรี เขาให้เงินสนับสนุน เอาเครื่องดื่มมาให้แล้วก็ให้เงินสนับสนุนด้วย  เรารู้สึกว่าโอเค ถ้าไม่โอเคเขาคงไม่มาสนับสนุน” 

 

งานเริ่มประสบความสำเร็จแต่เมื่อถามถึงการขยับขยายสเกลของงานคุณแต๊บกลับบอกว่าในสเกลงานแค่นี้โอเคแล้ว “ไม่อยากให้มันใหญ่กว่านี้ ไม่อยากให้คนมาเยอะ  เดี๋ยวมันแน่นเกินไปมันจะไม่สนุก สเกลมันก็จะอยู่ประมาณนี้ แขกสองสามร้อยคน ณ เวลาเดียวกัน มันใหญ่ไปกว่านี้ไม่ได้ละ แกลลอรี่มันก็มีแค่นี้ในประเทศเรา โรงแรมมันก็ประมาณนี้”




ส่วนความคิดเห็นต่อธุรกิจศิลปะในประเทศไทย คุณแต๊บมองว่าต้องมีความร่วมมือทั้งศิลปิน แกลลอรี่ และผู้ที่จะเข้ามาสนับสนุนศิลปะ “จริงๆ แล้วองค์ประกอบมันเยอะมาก อย่างแรกถ้าตัวศิลปินเองต้องมีวินัย  สองคือมีระบบแล้วเขาก็ปฏิบัติตามระบบตามมารยาทตามกฎเกณฑ์ทุกอย่าง แกลลอรี่ก็ต้องเป็นมืออาชีพ รัฐบาลเองให้การสนับสนุน ทำไมซื้องานศิลปะถึงเคลมเป็นภาษีไม่ได้  มันเป็นสินทรัพย์นะมันคุ้มกว่าซื้อหุ้นอีก ตอนนี้ถ้าเราซื้องานที่มันถูกจริงๆ งานมันเพิ่มมูลค่าเท่าตัว กระเป๋าชาแนล แอเมส งานศิลปะ เป็นสามอย่างที่น่าลงทุนที่สุดตอนนี้มากกว่าอสังหาริมทรัพย์ หรือหุ้นด้วยซ้ำ คือมันมีอะไรหลายๆ อย่างที่ภาครัฐก็น่าจะสนับสนุนได้  อย่างสถาบันการเงินจริงๆ ก็ติดต่อไปว่าถ้าเกิดซื้องานในนี้ผ่อนศูนย์เปอร์เซ็นสิบเดือน ซื้อหม้อหุงข้าวยังผ่อนได้เลย ทำไมซื้องานอาร์ตเป็นแสนๆ หมื่นๆ ทำไมจะผ่อนไม่ได้ แต่เขาก็ยังไม่สนับสนุน”




เรารู้ว่าศิลปะในไทยมันยังไม่ได้รับการสนับสนุนหรือเป็นธุรกิจที่ทำรายได้มากมายเราเลยเกิดความสงสัยว่า แล้วอย่างนี้ศิลปินต้องได้รับผลกระทบแน่ๆ เพราะการสร้างงานศิลปะแต่ละชิ้นก็ต้องมีต้นทุนทั้งอุปกรณ์ ความคิด และระยะเวลาในการทำงาน แล้วศิลปินจะดำรงชีพด้วยการเป็นศิลปินเพียงอย่าเดียวได้ไหมในยุคนี้

 

“ตอนนี้ อุปสงค์ กับ อุปทาน ไม่เท่ากันคือ ของเยอะมาก แต่ความต้องการมันยังไม่เยอะพอ ก็เลยต้องมีงานแบบนี้กระตุ้นให้คนมีการซื้อขาย กระตุ้นให้มันมีกิจกรรม แล้วก็วัฏจักรของศิลปินไทย จบจิตรกรรม ถ้าไม่เก่งไปเลย ก็เป็นศิลปินไส้แห้งอยู่บ้าน ทำซักพักหนึ่ง ถ่ายรูปลงเฟสบุ๊กส์ ไม่เกิดอะไรขึ้นไปรับงานวาดภาพ ไปสมัครงานทำเป็นกราฟฟิกดีไซน์เนอร์ กลายเป็นความตั้งใจมันเลือนหายไปเพราะมันไม่มีอะไรรองรับ เขาไม่เห็นหนทางว่าจะไปไหนต่อดี  

 

รู้ว่าวาดรูปเป็น แต่มันไม่มีทางต่อ อย่างผมจบกราฟฟิกดีไซน์มา ก็เห็นหนทางของตัวเองในเชิงธุรกิจ แต่ศิลปินถ้าไม่มีแนวคิดทางธุรกิจมันก็ยาก” แต่ที่สุดแล้วเขาเชื่อว่าศิลปะมันไม่มีวันตาย ต้องพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ มันสามารถเติบโตได้

 

“ศิลปะมันไม่มีวันตายอยู่แล้ว ศิลปะมันอยู่กับเรามากี่พันกี่ร้อยปีแล้ว  ยังไงก็ไม่มีวันตาย ไม่เคยห่วงว่ามันจะตายไปหายไป เติบโตยังไง มันก็คงทุกอย่างมันก็เป็นวัฏรจักรของมันเองหล่ะมั้ง เราก็อยู่กับปัจจุบันแค่นั้นก็พอแล้วแหละ จริงๆ แล้วอยากให้คนที่มีกำลังทำกันเองได้ คนที่มีเงิน คนที่เชื่อว่าศิลปะมันจรรโลงใจ ศิลปะมันทำให้ผู้คนเชื่อมต่อกันได้ พูดคุยกันได้ มันทำให้วัฒนธรรมเราเคลื่อนไปข้างหน้าได้ ถ้าแบรนด์ไหนหรือเจ้าสัวที่ไหนเชื่อในสิ่งนั้นมันจะยิ่งดีเลย มันจะทำให้ศิลปินก็จะมีเงินมาสนับสนุน  สงสารศิลปินแต่ละคน ค่าสีค่าอะไรมันแพงนะ แล้วกว่าจะขายได้รูปหนึ่งบางทีค่าสียังไม่คุ้มเลย คือมันโดน under value (ลดทอนมูลค่า) เยอะมากศิลปะในบ้านเรา”  

เพราะแบบนี้คุณแต๊บบอกว่าแค่วาดรูปอย่างเดียวมันไม่พอ เพราะศิลปินสมัยนี้ต้องมีทักษะในการพรีเซนต์ตัวเองด้วย

 

   "ศิลปินใหญ่อย่าง เจฟฟ์ คูนส์  เดเมียน เฮิร์ส  เขาเป็นนักขาย  นักการขาย 

วาดรูปเป็นรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่ว่าเขาสามารถทำการตลาดตัวเองได้...

มีฝีมือ วาดรูปเก่งที่สุดมันไม่พอ ต้องพรีเซนต์ตัวเองด้วย"

“มุมมองของผมคือ ศิลปินใหญ่อย่าง เจฟฟ์ คูนส์  เดเมียน เฮิร์ส  เขาเป็นนักขาย เขาแทบจะเป็นนักการขาย นักมายากล นักอะไรก็ไม่รู้ วาดรูปเป็นรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่ว่าเขาสามารถทำการตลาดตัวเองได้  อันนั้นมันสเกลระดับโลกนะ  คือของไทยเรา คนที่คิดแต่ว่า เรามีฝีมือกูวาดรูปเก่งที่สุดมันไม่พอ มันต้องมีการพรีเซนต์ตัวเอง ต้องมีการพีอาร์ตัวเอง"

 

แต่ศิลปินน้อยคนที่จะทำงานดีแล้วพีอาร์ตัวเองเก่ง แต๊บเลยมองว่าแกลลอรี่ควรทำหน้าทีแทนศิลปิน "เพราะว่าแบบคนจะซื้องานถ้าในระดับที่ ประเทศที่เจริญแล้วเขาลงทุนในตัวศิลปิน แต่ถ้าเกิดคนซื้องานไปแล้ว แล้วจู่ๆ ศิลปินเลิกทำงานราคาตกนะ คนก็เลยไม่ซื้อ ถ้าเขาเชื่อในตัวเราว่า เราจะทำต่อเนื่อง ว่าเราจะไม่ลดราคาตังเอง เราจะทำงานต่อเนื่อง แล้วมันจะดีขึ้นเรื่อยๆ  คือมันอยู่ที่ตัวศิลปินด้วยไม่ได้อยู่ที่ตัวงานศิลปะอย่างเดียว”



Creative Thailand
Creative Thailand
Creative Thailand
Creative Thailand
Creative Thailand
0 0