Creative Thailand

มิวสิกสตรีมมิง ความท้าทายใหม่ของศิลปินและธุรกิจดนตรี

พฤติกรรมการฟังเพลงของมนุษย์เปลี่ยนไปตามยุคสมัย และเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีที่พัฒนาไปข้างหน้า มนุษย์เริ่มต้นฟังเพลงจากแผ่นเสียงที่มีขนาดใหญ่ ดูแลรักษายาก อีกทั้งยังต้องมีเครื่องเล่นราคาแพงไว้รองรับ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เกิดการรคิดค้นเทปคาสเซ็ท และ ซีดี ก็ทำให้การฟังเพลงมีความสะดวกสบายมากขึ้น ในขณะที่คนบางกลุ่มยังเลือกฟังเพลงผ่านแผ่นเสียง เพราะเชื่อเรื่องคุณภาพและเสน่ห์ ที่เทปคาสเซ็ท และ ซีดี ไม่สามารถให้ได้

 

เมื่ออินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน เพลงถูกเปลี่ยนสภาพเป็นไฟล์ MP3 ช่วยให้เราสามารถแลกเปลี่ยนไฟล์เพลงบนโลกออนไลน์ได้อย่างอิสระ และไม่ต้อง “เสียเงิน” ซื้อเพลง การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวกลายเป็นความสะดวกสบายที่เปรียบเสมือนเป็นดาบสองคม แม้การเข้าถึงผลงานเพลงอาจมีความง่ายเพียงปลายนิ้ว แต่ศิลปินกลับถูกทำร้ายจากความสะดวกสบายดังกล่าว และเกิดความเชื่อจากคนบางกลุ่มที่คิดว่า เราไม่จำเป็นต้องเสียเงินให้กับงานศิลปะอีกต่อไป

 

การทำเพลงหรืออัลบั้มของศิลปิน ทุกอย่างมีต้นทุนที่จำเป็นต้องใช้จ่าย ไม่ใช่แค่เพียงค่าสตูดิโอ โปรดิวเซอร์ เครื่องดนตรี นี่ยังไม่รวมถึงเวลาและพลังงานมหาศาล ที่ศิลปินต้องแลกกับการผลิตงานศิลปะชิ้นนึงขึ้นมา ยิ่งในยุคที่อินเทอร์เน็ตเข้าถึงคนหมู่มาก ผลงานของศิลปินกลับถูกดาวน์โหลดแบบผิดกฏหมายในเวลาไม่กี่นาที โดยที่ศิลปินไม่ได้เงินแม้แต่บาทเดียว

 

อุตสาหกรรมเพลงพยายามมองหาวิธีแก้ปัญหาการโหลดไฟล์เพลงเถื่อน จนกระทั่ง Apple ได้ออกแพล็ตฟอร์ม iTunes ที่ให้ทางเลือกกับผู้บริโภค โดยสามารถเลือกโหลดเป็นเพลง ๆ แทนที่จะต้องโหลดทั้งอัลบั้ม อีกทั้งราคาเพลงในรูปแบบดิจิตัลยังถูกกว่าในรูปแบบซีดี อย่างไรก็ตาม ผู้คนจำนวนมากยังเลือกฟังเพลงโดยการโหลดเถื่อน แต่ก็ยังเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับการเปลี่ยนแปลงวงการเพลงไปอีกขั้น ก่อนที่มิวสิกสตรีมมิงจะเข้ามามีบทบาทในวงการเพลงอย่างชัดเจน

 

ปัจจุบัน มิวสิกสตรีมมิง กลายเป็นประเด็นฮ็อตที่ถูกพูดถึงในสื่อตลอดเวลา ปัจจุบันธุรกิจนี้มีมูลค่าตลาดสูงถึง 15,000  พันล้านเหรียญสหรัฐ และกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยเพราะเป็นแพล็ตฟอร์มที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การฟังเพลงของคนในยุคนี้ได้ดีที่สุด มิวสิกสตรีมมิงได้เปิดโอกาสให้สมาชิกเข้าถึงทุกเพลงที่ต้องการ แลกกับการเสียเงินค่าสมาชิกเพียงไม่กี่ร้อยต่อเดือน ซึ่งในมุมมองของคนที่ฟังเพลงถือเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มเกินคุ้ม

 

ในบ้านเราก็มีมิวสิกสตรีมมิงหลายเจ้าเข้ามาตีตลาดกันอย่างดุเดือด แต่ละเจ้าก็มีจุดเด่นแตกต่างกันออกไป Spotify มีอัลกอริทึ่มที่ช่วยตอบสนองผู้บริโภคได้อย่างชาญฉลาด Tidal ชูคุณภาพเสียงอันเหนือชั้น Apple Music มีการเจรจาร่วมกับศิลปินเบอร์ใหญ่ในการเผยแพร่ผลงานเป็นที่แรก Joox เป็นเจ้าแรก ๆ ที่เปิดให้ใช้งานฟรี และทำการตลาดตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคบ้านเรา ส่วนสตรีมมิงของไทยอย่าง ฟังใจ ก็มีผลงานของศิลปินอิสระ (อินดี้) ที่สตรีมมิงหลายเจ้าไม่มี เรียกได้ว่า ผู้ใช้สามารถเลือกจุดเด่นมิวสิกสตรีมมิงที่เหมาะสมกับความต้องการของตัวเอง






ในขณะที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกในการฟังเพลงมากขึ้น แต่ศิลปินกลับไม่ได้รับรายได้จากมิวสิกสตรีมมิงเท่าที่ควร จริงอยู่ว่ามีการแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้กับศิลปินตามจำนวนการฟัง ยิ่งเพลงได้รับความนิยมมากเท่าไหร่ ศิลปินก็ได้รายได้มากเท่านั้น แต่มีการเปิดเผยว่า สัดส่วนรายได้จากมิวสิกสตรีมมิงที่ถูกแบ่งให้กับศิลปินมีสัดส่วนที่ไม่แฟร์ จึงไม่แปลกที่มีศิลปินหลายคนเคยออกมาต่อต้านความไม่ยุติธรรมต่อมิวสิกสตรีมมิง ไม่ว่าจะเป็น Taylor Swift หรือ Thom Yorke (Radiohead)

 

ในอีกมุมหนึ่ง มิวสิกสตรีมมิงก็เปรียบเสมือนเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่เปิดโอกาสให้ศิลปินหน้าใหม่ได้มีโอกาสลืมตาแจ้งเกิด ศิลปินรายเล็กบางกลุ่มมองว่า พวกเขาเป็นที่รู้จักได้เพราะอิทธิพลของมิวสิกสตรีมมิงจากแพล็ตฟอร์มอย่าง Youtube หรือ SoundCloud แต่ในขณะเดียวกันศิลปินก็ไม่สามารถหวังพึ่งเรื่องยอดขายเพลงได้อีกต่อไป กล่าวคือ มิวสิกสตรีมมิงไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องรายได้แก่ศิลปินโดยตรง แต่เป็นการให้พื้นที่แก่ศิลปินในการปล่อยผลงาน เช่นเดียวกับผู้บริโภคที่สามารถฟังเพลงได้อย่างอิสระ ก่อนที่พวกเขาจะตัดสินใจซีดีหรือแผ่นเสียงของศิลปิน ซึ่งจะกลายเป็นรายได้คืนหลับศิลปินในทีหลัง ดังที่ ปิโยรส หลักคำ คอลัมน์นิสต์ดนตรี เคยพูดถึงประเด็นนี้ไว้ว่า "ต้องยอมรับว่าวงการเพลงมันเปลี่ยนไปแล้ว ศิลปินและค่ายเพลงก็เริ่มปรับตัวและมองถึงการใช้สื่อยุคใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะออนไลน์และสตรีมมิ่งเป็นเครื่องมือที่จะนำไปสู่รายได้จากช่องทางอื่นๆ ต่อไปครับ"

""ต้องยอมรับว่าวงการเพลงมันเปลี่ยนไปแล้ว ศิลปินและค่ายเพลง

ก็เริ่มปรับตัวและมองถึงการใช้สื่อยุคใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะออนไลน์

และสตรีมมิ่งเป็นเครื่องมือที่จะนำไปสู่รายได้จากช่องทางอื่นๆ ต่อไปครับ" 

ปิโยรส หลักคำ คอลัมน์นิสต์ดนตรี

 

การเปลี่ยนผ่านในแต่ละยุคสมัยเกิดจากพฤติกรรมการฟังเพลงที่เปลี่ยนไป บางทีการแข็งข้อต่อระบบก็ไม่ใช่ผลดีเสมอไป อย่างเช่น การไม่ยอมนำงานเพลงลงทางมวิสิกสตรีมมิง เพราะต้องการยอดขายจากซีดีเพียงอย่างเดียว ถึงแม้ระบบดังกล่าวอาจยังไม่ชัดเจนต่อศิลปิน แต่ศิลปินจำเป็นต้องปรับตัวตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ควรมองเป็นโอกาสในการเผยแพร่ผลงานแทน ส่วนทางมิวสิกสตรีมมิงก็ควรตกลงเรื่องสัดส่วนของศิลปินให้ยุติธรรมและชัดเจนมากขึ้น เพื่อช่วยสนับสนุนศิลปินทั้งรายเล็กรายใหญ่ในการผลิตงานดี ๆ ออกมาต่อไป

 

SUMMARY

- มูลค่าของตลาดมิวสิกสตรีมมิงสูงถึง 15,000  พันล้านเหรียญสหรัฐ

- อัตราการเติบโตของธุรกิจนี้คือ 40 เปอร์เซนต์ต่อปี เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา