Creative Thailand

วงการศิลปะไทยในมุมมองของ แต๊บ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ ผู้จัด Hotel Art Fair และบริษัทออกแบบชื่อดัง Farmgroup

ในยุคปัจจุบันที่ผู้คนให้ความสนใจกับงานสร้างสรรค์มากขึ้น เราพบเห็นงานกราฟฟิกสวยๆ ได้ทั่วไปตามท้องถนน อีเว้นท์งานออกแบบสร้างสรรค์ที่ผุดขึ้นทุกอาทิตย์ และหนึ่งในงานเหล่านั้นก็คือ Hotel Art Fair ที่เนรมิตโรงแรมย่านทองหล่อให้กลายเป็นที่รวบรวม  แกลลอรี่และศิลปินทั้งชาวไทยและต่างประเทศไว้ด้วยกัน แต่ละห้องเปิดให้แต่ละแกลลอรี่ได้เข้าจับจองแสดงผลงานของศิลปินของตนเองให้บรรยากาศที่ดูเข้าถึงง่าย สามารถพูดคุยกับเจ้าของผลงานหรือเจ้าของแกลลอรี่ได้อย่างสะดวกสบาย  เรามีโอกาสได้พูดคุยกับผู้จัดงาน คุณแต๊บ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เจ้าของบริษัทกราฟฟิกดีไซน์ Farmgroup ถามถึงจุดเริ่มต้นของงานนี้ก็ต้องย้อนกลับไปเมื่อสี่ปีที่แล้วเพราะงานในครั้งนี้จัดมาเป็นครั้งที่สี่แล้ว




“งานครั้งแรกเมื่อสี่ห้าปีที่แล้ว ตอนนั้นพี่มีบริษัทชื่อฟาร์มกรุ๊ป  นะครับ เหมือนเราเป็นบริษัทออกแบบแล้วเป็นบริษัทครีเอทีฟ บริษัทคิดอยู่แล้ว ก็มีเพื่อนของพาร์ทเนอร์พี่เขาเป็นเจ้าของโรงแรม ชื่อ Maduzi อยู่ตรงอโศก เขาก็โทรมาปรึกษาว่าอยากจะจัดงานอะไรบางอย่างเพื่อกระตุ้นให้คนรู้จักโรงแรมอะไรมากขึ้น” นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของงานครั้งแรกแต่หลายคนคงสงสัยว่าทำไมต้องเป็นงานศิลปะ


“ปรากฏว่าโรงแรมเขาเป็นโรงแรมแบบ เขาเรียกว่า Gate Hotel คือปิดประตู ไม่ให้คนอื่นเข้า เป็นโรงแรมที่หยิ่งมาก ก็คือให้เฉพาะคนพักเท่านั้น รถห้ามเข้าอะไรแบบนี้ แล้ว เฮ้ย กูจะทำงานแบบนี้ทำไม ไหนๆ คุณก็ไม่ได้อยากให้คนมายุ่มย่ามเยอะ เขาก็บอกว่าจริงๆ แล้วเขาก็อยากทำงานแหละ แต่ว่ามันก็เป็นคอนเส็ปท์ของโรงแรมเขา ที่มันมีความ Privacy สูง ทีนี้เขาก็ถามว่า ถ้าจะจัดงานจัดยังไงให้มันถูก match กับคอนเส็ปท์สิ่งที่เขาเป็น  ตอนแรกก็คิด จะทำ Food Festival จะทำคอนเสิร์ตเหรอ หรือจะทำอะไร สุดท้ายแล้วเราก็ เออ ที่ฟาร์มกรุ๊ป เราชอบศิลปะอยู่แล้ว แล้วพาร์ทเนอร์พี่ก็เป็นศิลปิน เราเรียนดีไซน์กันมาเราคลุกคลีกับศิลปะ เราก็เลย งั้นเราเอางานอาร์ตมาอยู่  ก็เลยเกิดไอเดียว่า ถ้างั้นเราทำแบบนี้ดีกว่าเพราะว่าเราไปแกลลอรีแล้วเรากลัว กลัวกำแพงขาว กลัวแอร์เย็นๆ ไม่กล้าถามว่ากี่บาทวะ คือรู้สึกว่าพอมาอยู่นี่แกลลอรี่จะได้ทำตัวแบบ Casual คุยกันง่ายๆ ด้วยก็เลยเป็นจุดเริ่มต้น เลยทำให้เกิดงานนี้”

ถึงแม้ว่าครั้งแรกจะเป็นความตั้งใจที่จะโปรโมทโรงแรมแต่งานครั้งต่อๆ มาเป็นความตั้งใจของผู้จัดที่จะยังจัดงานอาร์ตแฟร์ครั้งต่อๆ ไปในโรงแรม


“ก็ตั้งปณิธานไว้ว่า จะเป็นโรงแรมที่คนไทยเป็นเจ้าของ เป็นโรงแรมที่ appreciate ศิลปะ และการออกแบบ แล้วก็เป็นโรงแรมที่คุยง่าย คือคุยกับเจ้าของเลย โรงแรมในสเกลนี้ที่ดีไซน์ดีๆ  แล้วที่เหลือก็มาเรียก Area กัน จะไปเจริญกรุงพี่รู้สึกว่ามันยาก เรารู้สึกว่าที่นี่มันง่ายกว่าแล้วก็ตั้งใจจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ปีที่แล้วที่แอดลิป ปีนี้ก็ที่นี่ ปีหน้าก็ค่อยหา โลเคชั่นก็จะต้องคนมาถึงง่าย”  คุณแต๊บพูดถึงหลักเกณฑ์คร่าวๆ ในการเลือกโรงแรมที่จะไปจัดงานและเมื่อพูดถึงความสำเร็จของงานที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 แล้วซึ่งแสดงถึงความสำเร็จของงานก่อนหน้ามาพอสมควร


“คนถามมาทุกปีพี่ไม่รู้แต่ครั้งนี้ พี่ว่าประสบความสำเร็จเพราะว่าปีนี้มีสปอนเซอร์ ปีที่แล้วควักเงินเองหมด ทำเองกันมาทั้งหมด ควักเงินเอง ปีแรกก็คือที่โรงแรมมาชวนก็เหมือนว่าเขาแชร์นิดหน่อย เราก็ควักเงินส่วนหนึ่ง ปีนี้ผลงานที่ทำไปสามปีที่แล้วมันทำให้รู้สึกว่าเออ คนมันก็สนับสนุนเราปีนี้มีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แบรนด์ใหญ่ๆมาสนับสนุน เราเอาศิลปินจากเขมรมาเพื่อจะมา  Live painting ได้ เขาให้ตั๋วเครื่องบินฟรี เขาให้เงินสนับสนุน เอาเครื่องดื่มมาให้แล้วก็ให้เงินสนับสนุนด้วย  เรารู้สึกว่าโอเค ถ้าไม่โอเคเขาคงไม่มาสนับสนุน” งานเริ่มประสบความสำเร็จแต่เมื่อถามถึงการขยับขยายสเกลของงานคุณแต๊บกลับบอกว่าในสเกลงานแค่นี้โอเคแล้ว


“ไม่อยากให้มันใหญ่กว่านี้พี่ไม่อยากให้คนมาเยอะ  เดี๋ยวมันแน่นเกินไปมันจะไม่สนุก สเกลมันก็จะอยู่ประมาณนี้แหละ แขกสองสามร้อยคน ณ เวลาเดียวกัน มันใหญ่ไปกว่านี้ไม่ได้ละ แกลลอรี่มันก็มีแค่นี้ในประเทศเรา โรงแรมมันก็ประมาณนี้ สเกลมันก็จะประมาณนี้” 

ส่วนความคิดเห็นต่อธุรกิจศิลปะในประเทศไทย มุมมองของคุณแต๊บที่จัดงานอาร์ตแฟร์และยังอยู่ในวงการศิลปะออกแบบในบ้านเรานั้นคุณแต๊บมองว่าต้องมีความร่วมมือทั้งศิลปิน แกลลอรี่ และผู้ที่จะเข้ามาสนับสนุนศิลปะ


“จริงๆ แล้ว factor มันเยอะมาก อย่างแรกถ้าตัวศิลปินเองก็คือต้องมีวินัย  สองเราเห็นต่างประเทศที่เขาทำและสำเร็จแล้ว สิงคโปร์ใกล้ๆ อย่างนี้คือ เขามีระบบแล้วเขาก็ปฏิบัติตามระบบตามมารยาทตามกฎเกณฑ์ทุกอย่าง แกลลอรี่ก็ต้องโปรเฟสชั่นแนล รัฐบาลเองให้การสนับสนุน ทำไมซื้องานศิลปะถึงเคลมเป็นภาษีไม่ได้  มันเป็น asset นะมันคุ้มกว่าซื้อหุ้นอีกนะตอนนี้ถ้าเราซื้องานที่มันถูกจริงๆ งานมันดับเบิ้ล กระเป๋าชาแนล แอเมส งานศิลปะ เป็นสามอย่างที่น่าลงทุนที่สุดตอนนี้มากกว่า property หรือหุ้นด้วยซ้ำ คือมันมีอะไรหลายๆ อย่างที่ภาครัฐก็น่าจะสนับสนุนได้ จริงๆ พวกสถาบันการเงินจริงๆ พี่ก็ติดต่อไปว่าถ้าเกิดซื้องานในนี้ผ่อนศูนย์เปอร์เซ็นสิบเดือน ซื้อหม้อหุงข้าวยังผ่อนได้เลย ทำไมซื้องานอาร์ตเป็นแสนๆ หมื่นๆ ทำไมจะผ่อนไม่ได้ก็เขาก็ยังไม่สนับสนุน”

เรารู้ว่าศิลปะในไทยมันยังไม่ได้รับการสนับสนุนหรือเป็นธุรกิจที่ทำรายได้มากมายเราเลยเกิดความสงสัยว่า แล้วอย่างนี้ศิลปินต้องได้รับผลกระทบแน่ๆ เพราะการสร้างงานศิลปะแต่ละชิ้นก็ต้องมีต้นทุนทั้งอุปกรณ์ ความคิด และระยะเวลาในการทำงาน แล้วศิลปินจะดำรงชีพด้วยการเป็นศิลปินเพียงอย่าเดียวได้ไหมในยุคนี้


“ตอนนี้ Demand Supply ไม่เท่ากันคือ ของเยอะมากแต่ความต้องการมันยังไม่เยอะพอ ก็เลยต้องมีงานแบบนี้กระตุ้นให้คนมีการซื้อขาย กระตุ้นให้มันมี Activity อะไร แล้วก็วัฏจักรของศิลปินไทย จบจิตรกรรม ถ้าไม่เก่งไปเลยรอดไปเลย  ก็เป็นศิลปินไส้แห้งอยู่บ้าน ทำซักพักหนึ่ง ถ่ายรูปลงเฟสบุ๊กส์โชว์ว่านี่งานกู ไม่เกิดอะไรขึ้นไปรับงาน illustrator ไปสมัครงานทำเป็นกราฟฟิกดีไซน์เนอร์ กลายเป็นความตั้งใจมันเลือยนหายไปเพราะมันไม่มีอะไรรองรับ เขาไม่เห็นหนทาง  ว่ากูจะไปไหนต่อดี  รู้ว่ากูวาดรูปเป็นแต่มันไม่มีสเต็ป  อย่างพี่จบเป็นกราฟฟิกดไซเนอร์มา พี่เห็นหางทางว่า โอเค เป็นกราฟฟิกดีไซเนอร์นะ จะไปฝึกที่นี่  เปิดออฟฟิศตัวเองแล้วจะขยาย ยังมีหนทางของตัวเองในเชิงธุรกิจ พวกศิลปินพวกนี้ถ้าเกิดเขาไม่มีหัวทางนั้น คือศิลปินบางคนที่เขามีหัวก็มีนะ แต่ว่าถ้าเขาไม่มีเขาต่อยอดไม่ได้ ไม่มีหนทางให้เขามันก็ยาก”

แต่คุณแต๊บก็เชื่อว่าศิลปะมันไม่มีวันตาย ต้องพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ มันสามารถเติบโตได้


“พี่ว่าศิลปะมันไม่มีวันตายอยู่แล้วแหละ ศิลปะมันอยู่กับเรามากี่พันกี่ร้อยปีแล้ว  ยังไงก็ไม่มีวันตายไม่เคยห่วงว่ามันจะตายไปหายไป เติบโตยังไง มันก็คงทุกอย่างมันก็เป็นวัฏรจักรของมันเองหล่ะมั้ง เราก็อยู่กับปัจจุบันแค่นั้นก็พอแล้วแหละ จริงๆ แล้วพี่อยากให้คนที่มีกำลังหรือ Big Player อะ  ก็ทำกันเองได้คนที่มีตัง คนที่เชื่อว่าศิลปะมันจรรโลงใจ ศิลปะมันทำให้ผู้คนคอนเน็คกันได้ พูดคุยกันได้ มันทำให้วัฒนธรรมเราเคลื่อนไปข้างหน้าได้ ถ้ามแบรนด์ไหนหรือเจ้าสัวที่ไหนเชื่อในสิ่งนั้นมันจะยิ่งดีเลย มันจะทำให้ศิลปินก็จะมีเงินมาสนับสนุน  สงสารศิลปินแต่ละคน ค่าสีค่าอะไรมันแพงนะ แล้วกว่าจะขายได้รูปหนึ่งบางทีค่าสียังไม่คุ้มเลย คือมันโดน under value เยอะมากศิลปะในบ้านเรา”  


เพราะแบบนี้คุณแต๊บบอกว่าแค่วาดรูปอย่างเดียวมันไม่พอ เพราะศิลปินสมัยนี้ต้องมีทักษาในการพรีเซนต์ตัวเองด้วย

                 


        “มุมมองของพี่คือพี่อะเมซิ่งมาก กับศิลปินอย่าง เจฟฟ์ คูนส์  เดเมียน เฮิร์ส หรืออะไรที่เขาเป็นนักขาย เขาแทบจะเป็นนักการขาย นักมายากล นักอะไรก็ไม่รู้  วาดรูปเป็นรึเปล่าก็ไม่รู้แต่ว่ามัน คือเขาใช้คำว่าสร้างภาพก็ไม่ได้หรอก คือเขาสามารถมาเก็ตตัวเองได้ คือพี่รู้สึกว่าโอเค อันนั้นมันสเกลระดับโลกนะ  คือของไทยเรา คนที่คิดแต่ว่า กูมีฝีมือกูวาดรูปเก่งที่สุดมันไม่พอ มันต้องมีการพรีเซนต์ตัวเอง มันต้องมีการพีอาร์ตัวเอง  อะไรแบบนี้  มันต้องมีคนมาดูตรงนี้  ซึ่งจริงๆ แล้ว พี่อยากให้แกลลอรี่เป็นคนดูตรงนี้  มึงตัดผมหน่อยก็ดีนะ อะไรแบบนี้ เพราะว่าแบบคนจะซื้องานถ้าในระดับที่ ประเทศที่เจริญแล้วเขา invest ในตัวเรา แต่ถ้าเกิดกูซื้องานนี้เท่านี้ละมึงเลิกทำราคาตกนะ คนก็ไม่ซื้อ ถ้าเขาเชื่อในตัวเราว่า เราจะ continue ว่าเราจะไม่ sell out เราจะ continue มันจะดีขึ้นเรื่อยๆ  งานเซ็ตแรกราคามันก็ขึ้นเรื่อยๆ มันก็อยู่ที่การพีอาร์ตัวเอง คือถ้าตายไป ราคาก็ขึ้นอีก คือมันอยู่ที่ตัวคนด้วยไม่ได้อยู่ที่ตัวงานอย่างเดียว”

 

Creative Thailand
Creative Thailand
Creative Thailand
Creative Thailand
Creative Thailand
Creative Thailand
0 0