Creative Thailand

Montien Atelier สตูดิโอรวบรวมผลงานที่ทำให้ศิลปินผู้ล่วงลับเหมือนได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

408 Art Space เป็นอาร์ตสตูดิโอแห่งใหม่ย่านงามวงศ์วาน ที่ทายาทและครอบครัวตระกูลบุญมา ปรับปรุงบ้านพักและสตูดิโอที่มณเฑียร บุญมาเคยใช้ทำงานศิลปะในอดีตมาเป็นอาร์ตสตูดิโอพื้นที่กว้างขวาง โดยแบ่งพื้นที่ชั้นล่างเป็นคาเฟ่ชื่อ Early Bird Gets Coffee และใช้ชั้นสองของบ้านเป็นห้องนิทรรศการที่เก็บรวบรวม archive ตลอดชีวิตการทำงานศิลปะของมณเฑียร บุญมา ในชื่อ Montien Atelier (Atelier เป็นคำฝรั่งเศสที่มีความหมายเดียวกับคำว่าสตูดิโอ”)


Credit by : https://www.facebook.com/MontienAtelier

สำหรับผู้อ่านที่เกิดไม่ทันเวลาที่มณเฑียร บุญมา มีบทบาทกับวงการศิลปะร่วมสมัยไทยเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน (เช่นเดียวกันกับผู้เขียน) จะขอให้ข้อมูลคร่าวๆ เกี่ยวกับศิลปินคนสำคัญคนนี้ไว้ตรงนี้


Credit by : https://www.facebook.com/MontienAtelier

มณเฑียร บุญมา จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะจิตรกรรมประติมากรรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ก่อนจะได้ทุนไปเรียนต่อที่อิตาลีและฝรั่งเศส และกลับมาศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากรอีกครั้ง เขาถือเป็นศิลปินคนสำคัญในยุคทศวรรษที่ 2520 ร่วมสมัยเดียวกันกับ อารยา ราษฎร์จำเริญสุข สุธี คุณาวิชยานนท์ มานิต ศรีวานิชภูมิ หรือ อภินันท์ โปษยานนท์ กลุ่มศิลปินที่กลับมาจากต่างประเทศ และนำความคิดทางศิลปะใหม่ๆ กลับเข้ามายังประเทศไทย โดยเคยเป็นอาจารย์ที่คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ช่วงสั้นๆ) และคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร จนกระทั่งเสียชีวิตในปี 2543

บ่อยครั้งทีเดียวที่มณเฑียรมักถูกจดจำว่าเป็น Buddhist Minimalism จากผลงานกลุ่มหนึ่งที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปรัชญาพุทธศาสนา และความรู้สึกภายในของปัจเจก อย่างไรก็ตาม ถ้ามองย้อนกลับไปในสมัยนั้น ยุคที่กระแส Neo Traditionalism หรืองานร่วมสมัยที่อ้างอิงไปยังพุทธศิลป์กำลังมาแรง การใช้งานศิลปะสะท้อนประเด็นการเมือง การนำวัสดุใหม่ๆ มาสร้างงาน (เช่น ดิน สมุนไพร ไข่แดงฯลฯ) รวมไปถึงการสร้างงานอินสตอเลชั่นที่ใช้พื้นที่ทั้งหมดของแกลเลอรี่ แทนที่จะให้ความสำคัญกับแค่ผนังห้องนิทรรศการที่เป็นพื้นที่สำหรับติดแขวนผลงานเหมือนจิตรกรคนอื่นๆ ก็ทำให้ผลงานของมณเฑียรค่อนข้างจะแตกต่างและโดดเด่นขึ้นมาในยุคสมัยนั้นอย่างเห็นได้ชัด (พอๆ กับอารยา ที่คุยกับศพในงานวิดีโออาร์ต) ผลงานของมณเฑียรมีตั้งแต่ งานเพ้นท์ติ้ง ภาพพิมพ์ ประติมากรรม ไปจนถึงอินสตอเลชั่น ขนาดใหญ่ เช่น ผลงานชิ้นสำคัญ Sala of Mind (2537), Lotus Sound (2532) หรือ Melting Void: Molds for the Mind (2539) ที่ถูกนำไปจัดแสดงที่ Thai Pavilion ใน Venice Biennale ครั้งที่ 51 ปี 2548 ห้าปีให้หลังจากการเสียชีวิตของมณเฑียร ในนิทรรศการ Those Dying Wishing to Stay, Those Living Wishing to Leave (คนอยู่อยากตาย คนตายอยากอยู่) คู่กับ อารยา ราษฎร์จำเริญสุข

โครงการนี้เริ่มต้นมาจากความต้องการนำ archive ต่างๆ ที่ค้างอยู่ในบ้านหลังนี้ตั้งแต่ปี 2543 ออกมาจัดระบบใหม่อย่างจริงจัง และจัดแสดงเป็นนิทรรศการบนชั้นสองบ้าน ให้นักศึกษาศิลปะเข้ามาศึกษาและสัมผัสกับเบื้องหลังการทำงานของศิลปิน รวมไปถึงให้คนที่เคยติดตามผลงานของมณเฑียรในอดีตได้กลับมาพูดคุยกันอีกครั้ง

ทีมงานครั้งนี้ประกอบไปด้วย โสมสุดา เปี่ยมสัมฤทธิ์ คิวเรเตอร์จากหอศิลป์บ้าน จิม ทอมป์สัน อภิสิทธิ์ หนองบัว ลูกศิษย์คนสนิทของมณเฑียร และ จุมพงษ์ บุญมา ลูกชายคนเดียวของมณเฑียร โดยได้รับการสนับสนุนเงินทุนจาก Ver Gallery เป็นการนำ archive จำนวน 25 เปอร์เซ็นต์จากทั้งหมด (3,000 กว่าชิ้น) มาจัดเรียงเป็นไทม์ไลน์ที่โชว์แต่ละ period การทำงานของมณเฑียร ซึ่งก็ทำได้อย่างกระชับทีเดียว เริ่มตั้งแต่ช่วงระหว่างเรียน และหลังเรียนจบจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ที่มณเฑียรร่วมก่อตั้งกลุ่มไวท์กับเพื่อนนักศึกษาในปี 2525 เป็นกลุ่มจิตรกรรมเชิงทดลองที่ต้องการจะผลักดันให้สีน้ำถูกนำมาใช้ทำงานศิลปะเชิงนามธรรม ต่อมาคือ period หลังจากที่มณเฑียรกลับมาจากฝรั่งเศส และเริ่มทำงานประติมากรรม / อินสตอเลชั่นมากขึ้น โดยมีหมุดหมายที่เห็นได้อย่างชัดเจนเลยคือ นิทรรศการ Stories from The Farm (2530) ที่ศิลปินนำวัสดุที่พบได้ในท้องถิ่น (ระหว่างที่พำนักอยู่ในเชียงใหม่) มาใช้สร้างผลงานเพื่อพูดถึงสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในชิวิตชนบทจากการเข้ามาของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ จนถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ หลังจากที่มณเฑียรทราบข่าวว่าภรรยา (จันทร์แจ่ม บุญมา) ป่วยเป็นโรคมะเร็งทรวงอก ซึ่งทำให้เนื้อหาผลงานหลังจากนั้นเริ่มเกี่ยวกับภาวะทางจิตใจ และปรัชญาทางพุทธศาสนาจนกลายมาเป็นภาพจำของศิลปินคนนี้ในที่สุด

การนำ archive เก่าๆ มาแผ่เป็นไทม์ไลน์ ทำให้มองภาพรวมชีวิตการทำงานของศิลปินได้ง่ายกว่าอ่านหนังสือเป็นเล่มๆ มากทีเดียว สำหรับคนที่เคยติดตามงานของมณเฑียรมาก่อนคงจะคุ้นๆ กับผลงานเกี่ยวกับความตาย เพ้นท์ติ้งรูปบาตรพระ สถูปเหล็ก ประติมากรรมรูปปอดกันดี (พอมาดูสเก็ตช์ก็คงร้องอ๋อไปตามๆ กัน) แต่ก็ยังมีอีกหลายๆ ผลงานที่เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกที่นี่ อย่างเช่น กลุ่มผลงานช่วงหลังเรียนจบจากมหาวิทยาลัยศิลปากรใหม่ๆ Object (2527) งานภาพพิมพ์รูปผลไม้ผ่าซีกที่ใส้ในเป็นโลหะ (??) สำหรับผลงานนี้ ศิลปินพูดถึงกระแสวัฒนธรรมตะวันตก (ในฐานะสิ่งแปลกปลอม) ที่แทรกตัวเข้ามาในสังคมไทยในเวลานั้น ผลงานอีกกลุ่มที่น่าสนใจคือผลงานในช่วงปี 2541 – 2542 ระหว่างการเป็นศิลปินพำนักอยู่ที่เมืองสตุ๊ตการ์ท ประเทศเยอรมันนี เช่น Sky map – Star map ที่ศิลปินสำรวจตำแหน่งที่ตั้งของบรรดาโบสถ์ในเมือง มาร์คจุดลงบนแผนที่ ก่อนจะลดทอนจุดบนแผนที่นั้นให้กลายเป็นแผนที่ดวงดาว โดยผลงานนี้เองที่นำไปสู่ประติมากรรมโลหะชุด Zodiac House

รวมๆ แล้ว เรียกได้ว่านิทรรศการครั้งนี้เป็นการโชว์ the making of ของผลงานเด่นๆ ในแต่ละ period ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ด้วยการใช้ภาพสเก็ตช์ ดรออิ้ง และ text อธิบายประกอบ อย่างไรก็ตาม นอกจากการสาธิตให้เห็นถึงวิธีการพัฒนาไอเดียในแต่ละผลงานของศิลปิน ความเจ๋งอีกอย่างของ archive ในนิทรรศการก็คือ ภาพดรออิ้งเหล่านี้ยังเป็นเหมือนกับคู่มือการสร้างผลงานแต่ละชิ้น ซึ่งหมายความว่าถ้าเราทำตาม instruction นี้ไป ก็คงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ที่เราจะได้เห็นผลงานชิ้นสำคัญๆ อย่าง House of Hope, 2540 อินสตอเลชั่นขนาดใหญ่ที่เคยไปแสดงที่ Venice Biennale ครั้งที่ 51 กันอีกครั้งในกรุงเทพฯ

ในแง่ของการจัดสเปซนั้น ต้องถือว่าทีมงานบริหารพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากทีเดียว ตู้ดิสเพลย์ผลงานถูกดัดแปลงมาจากตู้สำเร็จรูป ทำหน้าที่เป็นชั้นวางผลงานชิ้นที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก และแบ่งผลงานในแต่ period ออกจากกันอย่างชัดเจน ส่วนคำอธิบายประกอบนั้นถูกซ่อนในลิ้นชักใต้ผลงานที่ดึงออกมาอ่านได้ ซึ่งถือเป็นไอเดียที่ดี และสมควรเอาไปใช้ต่ออย่างยิ่งๆ เพราะมันช่วยประหยัดพื้นที่ฝาผนังไปได้มาก แทนที่จะเสียพื้นที่ฝาผนังไปกับคำอธิบายประกอบ (ที่บางครั้งมีขนาดใหญ่กว่าผลงานซะอีก) ก็เอาพื้นที่ตรงนั้นมาแขวนโชว์ผลงานได้เยอะขึ้นกว่าเดิม อีกไฮไลท์คงเป็นตู้เก็บสมุดสเก็ตช์ ที่จัดแสดงสมุดสเก็ตช์ตนับสิบๆ เล่มที่จะถูกเปลี่ยนหน้าไปเรื่อยๆ ในแต่ละวัน รวมไปถึงโซนห้องสมุดที่รวบรวมเอกสารสำคัญ จดหมายส่วนตัว ไปจนถึงหนังสือที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและผลงานของมณเฑียร บุญมา ไว้ด้วยกัน

คุณูปการที่เห็นได้ชัดๆ ของการลุกขึ้นมาจัดการกับ archive จำนวนมหาศาลให้เป็นระบบในครั้งนี้ คงจะเป็นบทบาททางการศึกษา ที่ทาง Motien Atelier ถือโอกาสนี้ให้บริการข้อมูลเวอร์ชั่น digital กับผู้สนใจให้นำไปใช้ศึกษาต่อพร้อมๆกันด้วย การเกิดขึ้นของ Motien Atelier ถือเป็นโมเดลที่น่าสนใจทีเดียว เพราะมันจะเป็นแบบอย่างให้สถาบันศิลปะรายย่อยเริ่มทำอะไรบางอย่างขึ้นมาโดยไม่ง้องบประมาณจากทางภาครัฐ  รวมไปถึงในแง่การจัดการ และการดิสเพลผลงานในพื้นที่ขนาดเล็ก ให้เกิดแกลเลอรี่ประเภทนี้ขึ้นอีกหลายๆ ที่ในอนาคตข้างหน้า อันนี้เราคงยังพูดได้ไม่เต็มปาก ว่าจะมีใครเอาโมเดลนี้ไปทำตามไหม แต่ที่แน่ๆ ก็คือยังมี archive อีก 75 เปอร์เซ็นต์ที่รอคิวออกมาจัดแสดงให้เราได้ชมกันที่ Motien Atelier ในปีต่อๆ ไป


Montien Atelier เปิดทำการในวัน พุทธอาทิตย์ เวลา 12.00 – 19.00 (Early Bird Gets Coffee เปิดทำการระหว่าง 9.00 – 21.00 ทุกวันยกเว้นวันจัทร์) ลองไปกันดู ไม่ต้องกลัวว่าไม่รู้จักมณเฑียร บุญมา มาก่อนแล้วจะดูไม่รู้เรื่อง เพราะนิทรรศการนี้เขาออกแบบการเล่าเรื่องได้ดีทีเดียว

Creative Thailand
Creative Thailand
Creative Thailand
Creative Thailand
Creative Thailand
Creative Thailand
0 0