Creative Thailand

นางเลิ้งไม่ใช่เบี้ยใคร: จากวัฒนธรรมใกล้ตาย...สู่การสร้างชุมชนแข็งแรง

ในเขตรอบเกาะรัตนโกสินทร์คงหาชุมชนไหนที่มีวัฒนธรรมรุ่มรวยมากเท่ากับ “ย่านนางเลิ้ง” ไม่ได้อีกแล้ว เพราะนางเลิ้งถือเป็นย่านชุมชนเก่าแก่ที่เคยเป็นแหล่งรวมเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ ไม่ต่างจากสยามสแควร์ในปัจจุบัน ในยุคเฟื่องฟูของวงการภาพยนตร์ไทย นางเลิ้งยังเป็นที่ตั้งของโรงหนังเก่าแก่อย่าง “โรงหนังเฉลิมธานี” สถานที่ที่แจ้งเกิดให้กับนักแสดงชื่อดังอย่างมิตร ชัยบัญชา ผู้ซึ่งเกิดและเติบโตในย่านนางเลิ้งแห่งนี้ด้วยเช่นกัน ที่สำคัญนางเลิ้งยังเป็นแหล่งบ่มเพาะวัฒนธรรมเก่าแก่ของชุมชน ทั้งการปักเครื่องละครโขน บ้านนราศิลป์ บ้านเต้นรำ ละครชาตรี และแหล่งรวมอาหารคาวหวาน ณ ตลาดนางเลิ้งที่ใครได้ชิมก็เป็นต้องติดใจ




ความพร้อมทางวัฒนธรรมเหล่านี้เป็นเสมือนขุมทรัพย์ที่รอผู้คนมาค้นพบ ทำให้มีหลายหน่วยงานทั้งเอกชนและภาครัฐ เข้ามาให้การช่วยเหลือและพยายามหยิบยืมวัฒนธรรมจากชุมชนไปเพื่อสร้างเป็นจุดดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจากภายนอกเข้ามาท่องเที่ยวในชุมชนแห่งนี้ “สำหรับคนนางเลิ้ง เรามีต้นทุนของเราอยู่แล้ว คนข้างนอกที่เข้ามา ก็มาแตะในส่วนที่เขาทำอยู่แล้ว ฉะนั้นพี่ยังไม่ค่อยเห็นการพัฒนามากเท่าไหร่ ยังไม่เห็นบริษัททัวร์ที่มาพัฒนาอะไรมาก แต่ธุรกิจเพื่อสังคมที่โฆษณาว่าได้ช่วยเหลือชุมชน ก็มีบ้าง ไม่ใช่ไม่มี แต่ว่าได้ช่วยเหลือชุมชนจริงหรือเปล่า เก็บเงินเท่านี้ แล้วให้ชุมชนเท่าไหร่ แต่อย่างองค์กรภาครัฐก็จะเห็นจุดเปลี่ยนชัด เช่น กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กรมการท่องเที่ยว ที่มาทำเรื่องท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งนางเลิ้งก็เริ่มเนื้อหอม ทำให้ชุมชนช้ำ คนมองว่ามีคนมานางเลิ้งเยอะ แต่จริงๆ ชุมชนไม่ได้อะไรจากการที่คนเข้ามาเยอะเลย พี่เลยรู้สึกว่าพี่ไม่ได้อะไรจากคนภายนอกมากนัก” สุวรรณ แววพลอยงาม ผู้นำชุมชนย่านนางเลิ้งที่ทำงานเพื่อชุมชนมาแทบทุกด้านจนได้รับการเรียกขานว่า “แดงนางเลิ้งร้อยเปอร์เซ็นต์” สะท้อนมุมมองของผู้ที่อาศัยอยู่ในย่านให้ฟังอย่างตรงไปตรงมา



การมาถึงของกระแสความนิยมในการท่องเที่ยวและสำรวจชุมชนเก่าแก่ ในทางหนึ่งอาจเพิ่มความบอบช้ำให้กับผู้ที่อาศัยภายในชุมชน แต่ในอีกทางก็เป็นส่วนที่ช่วยกระตุ้นให้ชุมชนเกิดความแข็งแกร่งมากขึ้น เป็นอีกแรงผลักดันให้ชุมชนเริ่มรวมกลุ่มกันเพื่อสร้างอะไรบางอย่างสำหรับชุมชนเอง
 

พี่สมชาย ธนะกสุมาลย์ ประธานสภาวัฒนธรรมเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย และไวยาวัจกรของวัดสุนทรธรรมทานได้บอกเราว่า “เราได้เป็นชุมชนท่องเที่ยวติดอันดับ 1 ใน 14 ของประเทศ เราก็เดินมาด้วยตัวเอง ไม่มีหน่วยงานไหนมาช่วยเรา เพราะเราเป็นกลุ่มเป็นก้อน เราร่วมมือร่วมใจกันในชุมชน เราเดินด้วยตัวเราเอง เรามีชื่อเสียงด้วยตัวเราเอง”




ด้านพี่พินิตร สุทธิเนตร ผู้จัดการบ้านนราศิลป์ แหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมของย่านนางเลิ้งได้อธิบายต่อว่า “ถ้าพูดถึงบ้านนราศิลป์ที่ได้รับการจัดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน โดยการสนับสนุนของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เราก็เข้าไปจัดการเรียนการสอน การปักโขน เครื่องละครกันเอง ชุมชนของเราจึงนับว่าค่อนข้างเข้มแข็ง มีระบบการบริหารจัดการด้วยตัวเอง เช่น การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของชุมชน ของกรมการส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่เราได้ไปอบรมที่ต่างจังหวัดกันมา 5 วัน เพื่อมาจัดเป็นโปรแกรมการท่องเที่ยวของชุมชน ก็ช่วยให้เราได้รู้วิธีการบริหารจัดการท่องเที่ยวด้วยตัวของเราเอง โดยที่บริษัททัวร์ต่างๆ จะเข้ามาเอาผลประโยชน์ หรือมาเอาเปรียบเราไม่ได้” 

 

พื้นที่ทางวัฒนธรรมในแต่ละจุดต่างก็มีความแตกต่างเฉพาะตัว ด้วยส่วนประกอบที่หลากหลาย ทั้งผู้คน แนวคิด และการดำเนินชีวิต การรอคอยความช่วยเหลือของคนภายนอกท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของสังคมเมือง อาจไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืนของการพัฒนาพื้นที่เหล่านี้ไปสู่การเป็นชุมชนเข้มแข็งที่เลี้ยงตัวเองได้จริง หากคือการที่คนในชุมชนที่รู้จักและเข้าใจในตัวตนและวัฒนธรรมของตนเองเป็นอย่างดี จะลุกขึ้นมาร่วมมือร่วมใจกันเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตัวเอง นั่นน่าจะเป็นหนทางในการอยู่ร่วมกับโลกปัจจุบันได้อย่างดีที่สุดCT

 

ที่มา: บทสัมภาษณ์ สุวรรณ แววพลอยงาม, สมชาย ธนะกสุมาลย์ และ พินิจ สุทธิเนตร วันที่ 26 มิถุนายน 2561 โดยนิตยสาร “คิด” Creative Thailand

 

เรื่อง : พฤฒ มิ่งศุภกุล

Link : https://web.tcdc.or.th/th/Articles/Detail/นางเลิ้งไม่ใช่เบี้ยใคร